ละหมาด 5 เวลาลดอาการปวดหลัง

ละหมาด 5 เวลาลดอาการปวดหลัง

มุสลิมละหมาดกันอย่างน้อยวันละ 5 เวลา ในการละหมาดนั้นไม่ใช่แค่สวดมนต์แต่มีท่าทางต่างๆ ประกอบ อยู่ด้วย เช่น ยืนตรง โค้งตัว คุกเข่า หมอบกราบ นั่งบน เท้า นั่งยืดหลัง มีการสวดมนต์เป็นภาษาอาหรับประกอบ ท่าทางที่เปลี่ยนไปตาม จังหวะเช่นนี้มีรายงานวิจัยออก มาว่าให้ผลดีต่อสุขภาพแผ่นหลังส่วนล่างหรือส่วนที่เชื่อม ต่อกับสะโพกที่เรียกกันว่าหลังช่วงล่าง (Lower Back) ดร.โมฮำามัด คาซอเนห์ (Mohammad Khasawneh) เป็นศาสตราจารย์ด้านวิทยาการระบบและวิศวอุตสาหการ มหาวิทยาลัยบิงแฮมตัน(Binghamton University) แห่งรัฐ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาและทีมวิจัยร่วมกันพัฒนาโปรแกรม คอมพิวเตอร์ศึกษาผลของการเคลื่อนไหวในท่าต่างๆของ ร่างกายที่มีต่อการยืดและคลายกล้ามเนื้อตามจุดต่างๆ ตลอด จนผลที่มีต่อกระดูก เส้นเอ็นทั่วร่างกาย จากนั้นนำามาศึกษา การเคลื่อนไหวด้วยท่าทางต่างๆระหว่างการละหมาดเทียบ กับการทำาโยคะและการทำากายภาพบำาบัด ผลงานวิจัยตี พิมพ์ในวารสาร The International Journal of Indus-trial and Systems Engineering ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สิ่งที่พบคือการเคลื่อนไหวท่าทางต่างๆ ส่งผลให้ระบบกระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อเกิดการคลายตัวซึ่งสามารถลดความเครียดของร่างกาย ตลอดจนความล้าของจิตใจได้ ทีมวิจัยระบุว่าเคยมีงานวิจัยทางด้านกล้ามเนื้อ โครงสร้างร่างกายและระบบประสาท (Neuro-musculoskeletal) ว่าความผิดปกติในระบบเหล่านี้ลดลงได้ด้วยการทำาโยคะและกายภาพบำาบัด ครั้งนี้ทำการ ศึกษาผลดีของการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ทำาในการละหมาด สิ่งที่พบคือการ ละหมาดจัดเป็นการรักษาสุขภาพอย่างหนึ่ง จุดที่ร่างกายได้รับการรักษาผ่านการละหมาดนั้นช่วยป้องกันปัญหาอาการเจ็บหลังช่วงล่าง (Low back pain) ได้

ทีมวิจัยพบว่าการเคลื่อนไหวจากการละหมาดช่วยป้องกันและรักษาอาการปวดหลังได้ดีกว่าวิธีการทางกายภาพบำาบัดซึ่งทาง National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH) safety limits กำหนดเป็น ค่าความปลอดภัยไว้ เนื่องจากให้ผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและกระดูกน้อยกว่า โดย พบว่าท่าทางการโค้งตัวโดยใช้มือทั้งสองจับเข่าเช่นเดียวกับท่าทางละหมาดที่เรียกว่า “รูกัวะ” (Ruku) ช่วยลดอาการเจ็บหลังของผู้ป่วยได้ ผู้วิจัยยังแนะนำาให้หยุดอยู่ในท่าหมอบกับพื้นหรือท่า “ซูหยูด” (Sajjadh) ให้นานขึ้น เนื่องจาก มีส่วนช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ล้าจากการทำางานทั้งวัน ทีมวิจัยให้ข้อสรุปไว้อย่างนั้นมีงานวิจัยชิ้นอื่นๆกล่าวถึงผลดีของการกำาหนดเวลาละหมาด ตลอดจน ผลของการสวดมนต์สงบจิตในการละหมาดไว้ เมื่อนำาเรื่องท่าทางในการละหมาด ผสมผสานเข้ากับกำาหนดเวลาของการละหมาดและการสวดมนต์ นักวิจัยพบว่ามี ประโยชน์ที่จะได้รับจะยิ่งมีมากขึ้น ใครไม่เคยละหมาดควรลองทำาดู ทำาให้ถูกต้อง ก็แล้วกัน

โดย…รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน

กินอย่างไรไม่ให้ง่วง หลังมื้อกลางวัน

กินอย่างไรไม่ให้ง่วง หลังมื้อกลางวัน

            งานโหดสำหรับการบรรยายที่ผมเจอบ่อยๆ คือได้รับเชิญ ให้บรรยายในชั่วโมงหลังมื้ออาหารเที่ยง เพราะสิ่งที่มักเกิดขึ้นกับ บรรดาผู้ฟังบรรยายคืออาการ “หนังท้องตึง หนังตาหย่อน” ง่วงกันไปทั้ง ห้อง คำถามคือเหตุใดคนเราจึงง่วงกลางวันกันบ่อยนัก มีอาหารชนิด ไหนบ้างที่ช่วยป้องกันอาการง่วงที่ว่านี้ได้ เรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์มัก เข้าใจผิดว่าความง่วงเป็นผลมาจากฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ที่เพิ่มสูงขึ้นในเลือดเมื่อกินอาหารที่มีแป้งมาก ความเข้าใจที่ถูก คือเซโรโทนินแม้ทาให้สงบลงก็จริงแต่ไม่ได้ส่งผลถึงขนาดทาให้ง่วง อย่างที่เคยเข้าใจกันนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ชื่อ ดร.เดนิส เบอร์ดากอฟ (Denis Burdakov) ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงใน วารสาร Neuron ในเดือนพฤศจิกายน 2011 อธิบายว่าโอเร็กซิน (orexin) ซึ่งเป็นเซลล์ประสาทกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในสมองส่วนไฮโปธาลามัส ส่งสัญญานผ่านสารสื่อประสาทสองตัวที่ชื่อว่า “โอเร็กซิน/ ไฮโปเครติน”(orexin/hypocretin) ปลุกให้ร่างกายตื่นตัวกระทั่งเกิด การเผาผลาญพลังงานขึ้นมาได้ สิ่งที่ ดร.เบอร์ดากอฟและทีมงาน พบก็คือโปรตีนกระตุ้นการสร้างสารสองตัวนี้มากกว่าสารอาหาร ตัวอื่น อาหารกลางวันที่มีโปรตีนสูงจึงช่วยให้ตื่นตัวได้ดีกว่า ในการ ทดลองมีการใช้หนูซึ่งผ่านการตัดต่อยีนบางตัวส่งผลให้สารโอเร็กซิน/ ไฮโปเครตินเกิดการเรืองแสงขึ้นมาได้ในเลือด จากนั้นจึงทาการศึกษา ซึ่งพบว่าอาหารโปรตีนช่วยทาให้สารโอเร็กซิน/ไฮโปเครตินในสมอง เพิ่มขึ้นได้จริง ผลที่ตามมาคือร่างกายเกิดการตื่นตัวไม่ง่วงเหงา ทีมวิจัย พบว่าแป้งและน้าตาลทาหน้าที่ยับยั้งการสร้างโอเร็กซิน/ไฮโปเครติน จากเซลล์โอเร็กซินในสมอง คนที่กินแป้งมากการสร้างโอเร็กซิน/ไฮโป เครตินจึงลดลง ขณะเดียวกันสารเซโรโทนินในสมองยังเพิ่มขึ้น ผลที่ ตามมาคือคนท่ีกินแป้งมากจะเกิดอารมณ์สงบไม่กระฉับกระเฉง ขณะ เดียวกันก็เกิดอาการง่วงซึ่งเป็นผลมาจากสารโอเร็กซิน/ไฮโปเครติน ที่ลดลง ไม่ได้เป็นผลจากเซโรโทนินอย่างที่เคยเข้าใจกัน
         อาหารกลางวันมักมีแป้งสูง ทั้งในการประชุมมักนิยมใช้ขนมประเภท แป้งเป็นอาหารว่าง แม้จะมีชากาแฟเสริมให้ด้วยแต่บ่อยครั้งกลับไม่ช่วยสัก เท่าไหร่ นักวิจัยจึงแนะนำให้จัดอาหารกลางวันที่มีโปรตีนสูง ประเภทไข่หรือนม ซึ่งย่อยง่าย แทนที่จะเน้นไปที่แป้ง อาหารว่างยังแนะนำให้เป็นขนมปังกับไข่โดย ไม่แนะนาให้เป็นขนมปังกับแยม หรือประเภทเค้กที่เป็นแป้งล้วน การเสริมโปรตีน ช่วงอาหารกลางวันรวมทั้งการเสิร์ฟกาแฟร่วมกับอาหารว่างที่มีโปรตีนจากไข่ที่ ย่อยและดูดซึมง่ายจะช่วยให้กระฉับกระเฉงได้มากกว่า โดยสรุปคือหากไม่อยาก ง่วงเหงาหาวนอนหลังอาหารมื้อกลางวันเพียงแค่ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารและ อาหารว่างให้เป็นโปรตีนจะช่วยให้ผู้ฟังบรรยายหายง่วงได้ ปัญหามีเพียงว่าเรา จะบังคับให้ผู้จัดงานเสริมโปรตีนให้ผู้ฟังมากขึ้นได้อย่างไร เรื่องอย่างนี้แหละท่ี เรียกว่าโหดของแท้

น้ำตาลก่อโทษ งั้นเลิกบริโภคเลยดีไหมหรือเพียงแค่ลด

น้ำตาลก่อโทษ งั้นเลิกบริโภคเลยดีไหมหรือเพียงแค่ลด

น้ำตาลก่อโทษ งั้นเลิกบริโภคเลยดีไหมหรือเพียงแค่ลด

 

น้ำตาลที่กล่าวถึงในที่นี้คือน้ำตาลที่เติมลงในอาหาร (Added sugar) ในรูปน้ำตาลเกล็ดที่เรียกกันว่าน้ำตาลทราย (Table sugar) และไซรัปฟรุคโตสหรือไซรัปข้าวโพดฟรุคโตสสูง (High Fructose Corn Syrup หรือ HFCS) ซึ่งเป็นน้ำตาลเหลว น้ำตาลทั้งสองกลุ่มนี้พบมากในอาหารสารพัดชนิดทั้งขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม น้ำหวาน ชาหวาน รวมทั้งขนมไทย ขนมฝรั่ง เค้ก คุ้กกี้และอีกมากมายก รวมถึงอาหารคาวที่ปรุงกันทั่วไปซึ่งนิยมเติมน้ำตาลเพื่อแต่งรสชาติ น้ำตาลทั้งสองประเภทนี้คือสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดโรคอ้วน เบาหวานและอีกหลายโรค เมื่อเป็นเช่นนั้น “ควรงด” นั่นคือเลิกเติมน้ำตาลในอาหารอย่างเด็ดขาดหรือ “ควรลด” หมายถึงยังคงบริโภคได้แต่ลดปริมาณลงให้ได้มากที่สุดเท่านั้น

ข้อแนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลเกิดขึ้นใน ค.ศ.1992 เมื่อกระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกาจัดทำปิรามิดโภชนาการโดยแนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลลง ต่อมาองค์การอนามัยโลกแนะนำว่าควรบริโภคคาร์โบไฮเดรตไม่เกิน 55-60% ของพลังงานที่ได้รับต่อวันจำนวนนี้ให้เป็นน้ำตาลที่เติมในอาหารไม่เกิน 10% คำแนะนำนี้ ใน ค.ศ. 2013 ศาสตราจารย์เวย์น พอตส์ (Wayne Potts) ออกมาคัดค้านโดยระบุว่า 10% สำหรับน้ำตาลนั้นยังสูงเกินไปเนื่องจากพบว่าหนูทดลองที่ได้รับอาหารที่มีน้ำตาล 10% ของพลังงานทั้งหมดมีอายุสั้น เมื่อโดนนักวิจัยหลายกลุ่มคัดค้านหนักเข้า ข้อแนะนำใหม่จึงลดการบริโภคน้ำตาลเหลือ 5%

มาถึงวันนี้ทุกฝ่ายตั้งแต่นักโภชนาการ แพทย์ นักวิจัยทางการแพทย์ต่างให้ข้อสรุปตรงกันว่าน้ำตาลที่เติมในอาหารหรือน้ำตาลจากอุตสาหกรรม ได้แก่ น้ำตาลทรายและไซรัปฟรุคโตสนั้นก่อปัญหาต่อสุขภาพจึงไม่แนะนำให้บริโภค คนจำนวนหนึ่งจึงเปลี่ยนเป็นการใช้น้ำตาลเทียมแทน งานวิจัยพักหลังๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัง ค.ศ.2013 ให้ข้อสรุปตรงกันว่าการใช้น้ำตาลเทียมก่อปัญหาต่อสุขภาพได้เช่นกัน เป็นต้นว่ารบกวนการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ก่อปัญหาโรคอ้วนและเบาหวานไม่ต่างจากน้ำตาลแท้สักเท่าไหร่

แม้ทุกฝ่ายยอมรับกันว่าน้ำตาลที่เติมลงในอาหารสร้างปัญหาต่อสุขภาพ ทว่านักวิชาการบางส่วนยังเห็นว่าน้ำตาลช่วยปรุงแต่งรสอาหารทำให้ผู้กินเกิดความรู้สึกพึงพอใจ ความสุขเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ช่วยสุขภาพจิตให้ดีขึ้น ทั้งน้ำตาลยังให้พลังงานได้รวดเร็วซึ่งจำเป็นสำหรับร่างกายในบางภาวะจึงแนะนำให้ลดน้ำตาลลงไม่ใช่ให้งดเด็ดขาด นักวิชาการจากสมาคมหัวใจอเมริกันหรือ AHA แนะนำให้ผู้หญิงบริโภคน้ำตาลได้ไม่เกิน 100 กิโลแคลอรีต่อวันหรือ 6 ช้อนชา ส่วนผู้ชายบริโภคได้ไม่เกิน 150 กิโลแคลอรีต่อวันหรือไม่เกิน 9 ช้อนชา หมายความว่าไม่ควรได้รับน้ำตาลเกิน 5% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน การแนะนำลักษณะนี้ถือว่ายืดหยุ่นที่สุดแล้ว

คำวินิจฉัย (ฟัตวา) จุฬาราชมนตรี “การใช้เครื่องหอม เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์อุปโภคที่มีส่วนผสมของเมทธิลแอลกอฮอล์”

คำวินิจฉัย (ฟัตวา) จุฬาราชมนตรี “การใช้เครื่องหอม เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์อุปโภคที่มีส่วนผสมของเมทธิลแอลกอฮอล์”

คำวินิจฉัย (ฟัตวา) จุฬาราชมนตรี

ที่ 03/2554

เรื่อง การใช้เครื่องหอม เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์อุปโภคที่มีส่วนผสมของเมทธิลแอลกอฮอล์

คำถาม : มีข้อชี้ขาดอย่างไรเกี่ยวกับการใช้เครื่องหอม เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์อุปโภคที่มีเมทธิลแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม หรือเป็นส่วนประกอบ

ข้อมูลประกอบคำวินิจฉัย

 “แอลกอฮอล์” เป็นสารอินทรีย์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นของเหลวใส กลิ่นฉุน ระเหยง่าย มีจุดเดือดที่  78.5 เซลเซียส ชื่อเต็มคือ เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl alcohol) แต่มักเรียกกันสั้นๆ ว่าแอลกอฮอล์(Alcohol) โดยปรกติเกิดขึ้นจากการหมักสารประเภทแป้งหรือน้ำตาลผสมยีสต์ ซึ่งมักเรียกกันว่า แป้งเชื้อ หรือ เชื้อหมัก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสุราและเมรัยทุกชนิด เมื่อดื่มเข้าไปจะออกฤทธิ์ทำให้มีอาการมึนเมา ใช้ประโยชน์เป็นตัวทำละลายและเป็นเชื้อเพลิง เป็นต้น ส่วนเมธิลแอลกอฮอล์ (Methyl alcohol) เป็นแอล-กอฮอล์ชนิดหนึ่ง มีสูตรทางวิทยาศาสตร์ว่า CH3OH ลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสีมีจุดเดือดที่ 64.6 เซลเซียสจุดไฟติด มีฤทธิ์เป็นพิษ เมื่อดื่มเข้าไปอาจทำให้ตาบอดได้ใช้ประโยชน์เป็นตัวทำละลาย เชื้อเพลิงและใช้สังเคราะห์สารเคมีบางอย่าง เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ เป็นต้น บางทีแอลกอฮอล์ชนิดนี้ก็เรียกว่า เมทานอล (Methanol)

แอลกอฮอล์ชนิดเมทิลแอลกอฮอล์นี้ จะถูกผลิตจากการกลั่นแห้งต้นไม้บางชนิด เช่น ต้นบีช (beach) ซึ่งเป็นต้นไม้จำพวกมะเดื่อ เหตุนี้จึงเรียกเมทิลแอลกอฮอล์ว่า “แอลกอฮอล์ไม้” และยังถูกผลิตด้วยกระบวนการรวมตัวโดยตรงระหว่างคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) กับไฮโดรเจนอีกด้วย ทั้งนี้ ในอุตสาหกรรมจะมีการใช้คาร์บอนมอนอกไซด์เตรียมเมทิลแอลกอฮอล์และใช้ไฮโดรเจนสังเคราะห์เมทิลแอลกอฮอล์ โดยธาตุทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นแก๊สชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แอลกอฮอล์ทั้ง 2 ชนิด เป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อประสาททำให้เกิดอาการมึนเมา ต่างกันตรงที่ว่า เอทิลแอลกอฮอล์ เป็นองค์ประกอบสำคัญในเครื่องดื่มที่ออกฤทธิ์ทำให้มึนเมาจำพวกสุรา ส่วนเมทิลแอลกอฮอล์นั้นจะไม่นำไปใช้เป็นเครื่องดื่มหรือส่วนผสมของเครื่องดื่ม เพราะเป็นพิษร้ายแรงแต่นำไปใช้เป็นตัวทำละลายสารแขวนลอยในอุตสาหกรรมน้ำหอมและโคโลญจ์(1)

คำวินิจฉัย

นักนิติศาสตร์อิสลามจึงมีทัศนะตรงกันว่า แอลกอฮอล์ทั้ง 2 ชนิดเป็นสิ่งต้องห้ามในการบริโภค เพราะเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ทำให้มึนเมาและเป็นวัตถุมีพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ส่วนในกรณีที่ว่าแอลกอฮอล์ทั้งสองชนิดถือเป็นนะญิสหรือไม่นั้น กรณีนี้นักวิชาการมีความเห็นต่างกัน ปวงปราชญ์ มีความเห็นว่า สุราเป็นนะญิส เมื่อแอลกอฮอล์เป็นองค์ประกอบหลักของสุรา แอลกอฮอล์ก็ถือเป็นนะญิส ในขณะที่นักวิชาการบางส่วน เช่น อิหม่ามเราะบีอะฮ์อาจารย์ของอิหม่ามมาลิกอิหม่ามอัล-ลัยษ์อิบนุสะอด์อิหม่ามอัล-มุซะนีย์อิหม่ามอัช-เชากานีย์อิหม่ามอัศ-ศอนอานีย์ และศิดดีกฮาซัน ข่าน เป็นต้น มีความเห็นว่า สุราเป็นสิ่งที่สะอาดเช่นเดียวกับกัญชา ฝิ่น และสารเสพติดที่เป็นสิ่งสะอาด แต่เป็นอันตราย ซึ่งไม่มีผู้ใดกล่าวว่า วัตถุมีพิษที่เป็นอันตรายนั้นเป็นนะญิสอัยนีย์ ถึงแม้ว่าจะเป็นนะญิสฮุกมีย์ในความหมายที่ว่าเป็นสิ่งต้องห้ามในการบริโภคหรือเสพเข้าสู่ร่างกายก็ตาม (2)

ชัยค์มุฮัมมัด เราะชีดริฎอ มีความเห็นว่า น้ำหอมประเภทต่างๆ ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ไม่เป็นนะญิส (3) ชัยค์อะฏียะฮ์ศ็อกร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันอยู่ และดูเหมือนว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกในการให้น้ำหนักแก่คำกล่าวที่ว่า แอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่สะอาดภายหลังมีการใช้แอลกอฮอล์อย่างแพร่หลาย ทั้งในด้านการแพทย์ การทำความสะอาด การวิจัยทดลองต่างๆ และเครื่องหอมต่างๆ ถึงแม้จะถือว่าแอลกอฮอล์เป็นวัตถุมีพิษที่เป็นอันตรายในการบริโภคตามที่กล่าวมาก็ตาม ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องล้างโคโลญจน์ออกจากวัตถุหรือภาชนะ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย เสื้อผ้า หรืออื่นๆ และการละหมาดพร้อมกับมีร่องรอยของโคโลญจน์ก็ถือว่าใช้ได้(4)

ที่ประชุมนิติศาสตร์การแพทย์ครั้งที่ 8 ขององค์กรอิสลามเพื่อวิทยาศาสตร์การแพทย์จัดขึ้นที่ประเทศคูเวต ในระหว่างวันที่ 22-24/5/ค.ศ.1995 มีแถลงการณ์ว่า แอลกอฮอล์มิใช่นะญิสตามหลักศาสนบัญญัติบนหลักการที่ว่า แท้จริงหลักเดิมของสิ่งต่างๆ นั้น ถือว่าสะอาดไมว่าจะเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ หรือถูกเจือจางด้วยนำก็ตาม เป็นการให้น้ำหนักแก่ทัศนะที่ว่า ความเป็นนะญิสของสุราและวัตถุออกฤทธิ์ที่ทำให้มึนเมาอื่นๆ นั้นเป็นนะญิสในเชิงนามธรรม มิใช่เป็นนะญิสในเชิงรูปธรรม เพราะถือว่าสุราเป็นความสกปรกโสมมจากการกระทำของชัยฏอน ดังนั้นจึงไม่ถือเป็นข้อห้ามที่เป็นบาปตามหลักศาสนบัญญัติในการใช้แอลกอฮอล์ทางการแพทย์ เช่น ทำความสะอาดผิวหนัง บาดแผล อุปกรณ์ เวชภัณฑ์และฆ่าเชื้อโรค หรือใช้เป็นเครื่องหอม ซึ่งแอลกอฮอล์จะถูกนำไปใช้เป็นตัวทำละลายวัตถุจำพวกน้ำหอมที่มีสารแขวนลอย” (5)

พิจารณาแล้ว จึงมีคำวินิจฉัยที่ให้น้ำหนักว่า แอลกอฮอล์ประเภทเมทิลแอลกอฮอล์ที่ถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอม เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์อุปโภคไม่เป็นนะญิส เนื่องจากเป็นวัตถุมีพิษที่เป็นอันตรายและมีคุณสมบัติแตกต่างจากแอลกอฮอล์ประเภทเอทิลแอลกอฮอล์ตลอดจนมีกระบวนการสังเคราะห์ที่แตกต่างกัน

ส่วนกรณีการรับรองฮาลาลผลิตภัณฑ์อุปโภคดังกล่าวที่มีเมทิลแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมนั้นมีความเห็นว่าสมควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากคำวินิจฉัยที่ออกไว้เป็นเพียงการให้น้ำหนักเท่านั้น กอปรกับการชี้ขาดในเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่นักนิติศาสตร์อิสลามมีความเห็นต่างกัน ในขณะที่การรับรองฮาลาจำต้องอาศัยหลักการที่เด็ดขาดและชัดเจนในการตัดสิน และการไม่รับรองฮาลาลให้แก่ผลิตภัณฑ์อุปโภคดังกล่าวก็มิได้หมายความว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในการอุปโภคเป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากมีข้ออนุโลมตามทัศนะที่มีน้ำหนักรองรับอยู่แล้ว อีกทั้งในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์จำพวกเครื่องหอม เครื่องสำอางที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมแพร่หลายและเพียงพอต่อการอุปโภคจึงควรให้การรับรองฮาลาลแก่ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดจากแอลกอฮอล์มากกว่า

อาศิส พิทักษ์คุมพล
จุฬาราชมนตรี

ถือศีลอดยืดอายุขัย

ถือศีลอดยืดอายุขัย

ถือศีลอดยืดอายุขัย

พวกเราหลายคนหากมีใครมาถามเรื่องวันคริสต์มาส วันวาเลนไทน์ หรือแม้กระทั่งวันตรุษจีน กินเจ เชงเม้ง มักตอบได้ฉาดฉานเหมือนเป็นวันสำคัญของไทยยังไงยังงั้น แต่หากถามว่าแล้วรู้ไหมว่าเดือนรอมฎอนของมุสลิมหรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามปีนี้เริ่มต้นเมื่อไหร่คงจะอ้ำอึ้งตอบไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรผมจะช่วยตอบแทนให้ก็แล้วกันว่ารอมฎอนน่าจะเริ่มต้นวันที่ 28 มิถุนายน 2557 ขึ้นอยู่กับว่ามีใครมองเห็นจันทร์เสี้ยวหรือเดือนขึ้นหนึ่งค่ำในคืนวันที่ 27 มิถุนายนหรือเปล่า

เรื่องอย่างนี้ผมไม่แปลกใจหรอกครับ ไม่สงสัยด้วยซ้ำว่าเหตุใดผู้คนนอกประเทศมุสลิมจึงรู้จักวันหรือเดือนสำคัญในศาสนาอิสลามน้อยนัก เหตุผลเป็นเพราะมุสลิมมักทำอะไรในหมู่คณะของตนเองโดยไม่ประชาสัมพันธ์ให้คนอื่นได้รับรู้ แต่เรื่องอย่างนี้ต่อไปเห็นทีต้องเปลี่ยน เพราะมีข่าวออกมาว่านับจากนี้เดือนรอมฎอนจะกลายเป็นเรื่องราวสำคัญของโลก เป็นเพราะสังคมตะวันตกให้ความสำคัญกับเดือนรอมฎอนมากขึ้น ลองเข้าไปดูในอินเตอร์เน็ต ค้นหาคำว่า Ramadan 2014 จาก Google ดูก็คงเห็น ปรากฏว่าปีนี้มีข้อมูลมากถึง 92 ล้านข้อมูล มากกว่าปีที่ผ่านมากว่าเท่าตัว แสดงว่าสังคมโลกให้ความสำคัญกับเดือนรอมฎอนมากขึ้นจริง

มุสลิมในโลกปัจจุบันมีประมาณ 1,900 ล้านคนอาศัยอยู่หนาแน่นในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังมีจำนวนไม่น้อยในกว่า 110 ประเทศอย่างเช่นประเทศไทยมีมุสลิมไม่ต่ำกว่าห้าล้านคน ในกรุงเทพฯเองมีมุสลิมอาศัยอยู่กว่าสามแสนคน มีมัสยิดจดทะเบียนมากถึง 180 แห่ง เดือนรอมฎอนตามปฏิทินอิสลามของทุกปี หากบ้านใครอยู่ใกล้มัสยิดจะเห็นบรรยากาศของมัสยิดคึกคักเป็นอย่างมาก มีผู้คนแห่แหนกันมาทำบุญมากขึ้น ผู้คนหนาแน่นกันทั้งเดือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเย็นจะมีการเลี้ยงละศีลอดกันในทุกมัสยิดกระทั่งกลายเป็นประเพณีของทุกมัสยิดในประเทศไทยในเดือนรอมฎอนไปแล้ว

รอมฎอนคือเดือนที่เก้าตามปฏิทินอาหรับซึ่งใช้วิธีนับเดือนกันแบบจันทรคติโดยไม่มีการทดเดือนกันแบบปฏิทินจีนหรือไทย วันที่หนึ่งของแต่ละเดือนอาหรับคือวันขึ้นหนึ่งค่ำ โดยในประเทศไทยการเฝ้าดูการขึ้นของดวงจันทร์หนึ่งค่ำเป็นเรื่องสำคัญ ทางสำนักจุฬาราชมนตรีจัดทำเป็นประกาศแจ้งพี่น้องมุสลิมในประเทศถึงวันที่หนึ่งทุกเดือน ผลของการนับเดือนและปีในลักษณะนี้ทำให้ปีในปฏิทินอาหรับมีจำนวนวันประมาณ 254 วันกับ 6 ชั่วโมง น้อยกว่าวันตามปฏิทินสากล 11 วัน

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เดือนรอมฎอนในแต่ละปีมาถึงเร็วกว่าปีก่อน 11-12 วัน โดยปีนี้การดูการขึ้นของเดือนจะทำกันในวันที่ 27 มิถุนายน 2557 วันที่หนึ่งเดือนรอมฎอนจึงน่าจะเป็นวันที่ 28 มิถุนายน หากมองไม่เห็นดวงจันทร์ขึ้นหนึ่งค่ำ วันที่หนึ่งของรอมฎอนจะกลายเป็นวันที่ 29 มิถุนายน นับจากวันที่หนึ่งเดือนรอมฎอนเป็นต้นไปเป็นเวลาหนึ่งเดือน มุสลิมทั่วทั้งโลกจะพร้อมใจกันถือศีลอดทุกวัน โดยจะหยุดการถือศีลอดในวันที่หนึ่งของเดือนถัดไป

ในเดือนรอมฎอน มุสลิมจะละเว้นการกินการดื่มทุกชนิด ไม่มีอาหารหรือน้ำผ่านเข้าปากตลอดทั้งวันนับตั้งแต่ช่วงเวลาแสงเงินแสงทองจับท้องฟ้าซึ่งในประเทศไทยจะเป็นเวลาประมาณตีสี่ครึ่ง อดจนกระทั่งถึงพระอาทิตย์ตกซึ่งเป็นเวลาประมาณหกโมงครึ่งช่วงเวลาเย็น อดอาหารอดน้ำกันทั้งวันนานเกือบ 14 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังต้องงดกามกิจในเวลากลางวัน อดปากอดคำในเรื่องการติฉินนินทา อดใจในความคิดอกุศล หมั่นอ่านคัมภีร์ จะว่าเป็นเดือนแห่งการถือศีลทำบุญให้ทานก็คงไม่ผิด

การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนเป็นหลักปฏิบัติสำคัญของมุสลิม ทำเพื่อแสดงความกตัญญูต่อพระผู้เป็นเจ้าอีกทั้งเพื่อการมีสุขภาพที่ดีของตนเอง ประโยชน์ที่ได้เพิ่มเติมคือผู้ถือศีลอดจะเข้าใจความหิวโหยของผู้ที่ขาดอาหารได้ดี เกิดความเห็นอกเห็นใจผู้ที่ขาดแคลน เดือนนี้ทั้งเดือน มุสลิมจึงทำบุญทานกันค่อนข้างมาก เป็นเดือนแห่งการทำกุศลอย่างแท้จริง

มีประโยชน์ของการถือศีลอดตลอดหนึ่งเดือนในรอมฎอนอีกอย่างหนึ่งคือมีรายงานวิจัยนำเสนออยู่หลายครั้งว่าการถือศีลอดแบบอิสลามหากทำอย่างถูกต้องจะช่วยยืดอายุขัยของคนเราให้ยืนยาวขึ้น โดยล่าสุดเร็วๆนี้เองมีงานวิจัยของที่ทำในสัตว์ทดลองโดย Adam J. Schindler และคณะแห่งมหาวิทยาลัย Duke สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ในวารสาร PLoS Genetics เดือนมิถุนายน 2014 มาให้พวกเราดูกัน เป็นการยืนยันอีกครั้งว่าการอดอาหารอย่างสิ้นเชิงในช่วงระยะเวลาหนึ่งจะช่วยยืดอายุขัยได้จริงๆ

สัตว์ทดลองที่ใช้คือ C. elegans ซึ่งเป็นหนอนพยาธิ์ชนิดหนึ่งนักวิจัยให้อดอาหารอย่างสิ้นเชิงนานสองสัปดาห์จากนั้นจึงเริ่มให้อาหารอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงอดอาหารหนักหนาอย่างนั้นหนอนเริ่มเคลื่อนไหวน้อยลงเพื่อลดการสูญเสียพลังงานจากร่างกายให้เหลือน้อยที่สุด เวลาผ่านไปสองสัปดาห์จึงให้อาหารตามปกติอีกครั้ง แล้วความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นนั่นคือหนอนที่อดอาหารมีอายุขัยยืนยาวกว่าหนอนชนิดเดียวกันที่ไม่ผ่านการอดอาหารถึงสองเท่า

ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยในลักษณะเดียวกันทำกับสัตว์ทดลองชนิดอื่นๆไม่ว่าจะเป็นแมลงหวี่ แมลงวัน แมงมุม ปลา หนูทดลอง ลิง ได้ข้อสรุปตรงกันว่าการอดอาหารอย่างสิ้นเชิงแทนที่จะก่อปัญหาต่อสุขภาพกลับทำให้เมแทบอลิซึมต่างๆในร่างกายดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่น่ามหัศจรรย์คืออายุขัยของสัตว์ทดลองยืนยาวขึ้นตั้งแต่ 30-200% โดยในการศึกษาวิจัยครั้งนี้กับหนอนพยาธิ์ให้ผลออกมาไม่ต่างกัน

นักวิจัยให้ข้อสรุปว่าการอดอาหารอย่างสิ้นเชิงในระยะเวลาหนึ่งจะส่งผลให้เซลล์ร่างกายปรับตัวเองให้อยู่ในสภาพที่มีความนิ่งต่อสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงต่างๆมากขึ้น ในสัตว์ทดลองเป็นอย่างไรในมนุษย์ก็ไม่ต่างกัน นักวิจัยกลุ่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงการอดอาหารช่วงระยะเวลากลางวันตลอดเดือนรอมฎอนอย่างที่มุสลิมปฏิบัติกัน แต่ให้ข้อสรุปทำนองเชื่อว่าการอดอาหารช่วยสร้างสุขภาพได้มาก น่าเสียดายที่มุสลิมที่ถือศีลอดจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับประโยชน์ที่ว่านี้อย่างเต็มที่สักเท่าไหร่

ตลอดเดือนรอมฎอนของมุสลิมในหลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทย กิจกรรมเลี้ยงฉลองในลักษณะของงานบุญมีมากขึ้น ชุมชนมุสลิมส่วนใหญ่มีการจำหน่ายอาหารพิเศษกันในยามค่ำคืน แทนที่จะได้อดอาหารกันกลับปรากฏว่าน้ำหนักตัวของมุสลิมจำนวนไม่น้อยเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนรอมฎอนเพราะบริโภคมากขึ้น ดังนั้นใครที่อยากได้ประโยชน์จากรอมฎอนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อเลิกอดอาหารในช่วงกลางวันแล้ว ยามค่ำคืนต้องกินอาหารให้น้อยกว่าปกติ หากทำได้อย่างนี้อายุย่อมยืนยาวขึ้น นักวิจัยเขาเชื่อกันอย่างนั้น

บทความจาก รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน

มุสลิมถือศีลอดกันทำไม

มุสลิมถือศีลอดกันทำไม

มุสลิมถือศีลอดกันทำไม

บมความโดย รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน

ถูกถามอยู่บ่อยๆมาตั้งแต่เด็กแล้วว่ามุสลิมหรือคนที่นับถือศาสนาอิสลาม ถือศีลอดกันตลอดเดือนรอมฎอน ไม่กินอาหารไม่ดื่มน้ำ เขาถือกันยังไง ถือกันไปทำไมและถือแล้วได้อะไร เหตุที่ถูกถามบ่อยเพราะผมมักไปทำงานในสถานที่ที่ไม่มีมุสลิมเลยอยู่บ่อยๆมีแต่ผมคนเดียวไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ จะมีก็แต่พักหลังๆนี่แหละในศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่คนทำงานรอบตัวเป็นมุสลิมกันแทบทั้งหมด

คำตอบว่าถือศีลอดกันอย่างไรนั้นง่ายมากก็แค่ตื่นมาตอนช่วงตีสี่ก่อนแสงทองจับท้องฟ้าแล้วกินอาหารเช้าที่ภาษาอาหรับเรียกว่า “สะฮูร” สมัยเด็กๆพวกเราเรียกกันว่า “ข้าวโซโฮ” จากนั้นก็อดทั้งอาหารทั้งน้ำ งดการใส่สิ่งของเข้าปากทั้งหมด งดบุหรี่ซึ่งผมไม่สูบอยู่แล้ว งดการเสพกาม ส่วนที่ต้องพยายามงดให้ได้ด้วยคือการนินทาว่าร้าย การปฏิบัติศาสนกิจ ทำตนให้ดีตลอดทั้งวัน กินอาหารดื่มน้ำอีกครั้งที่เรียกว่า “อิฟตะห์” เมื่อดวงตะวันลับขอบฟ้าประมาณใกล้หนึ่งทุ่ม ปฏิบัติกันเพียงเท่านี้ ซึ่งง่ายมาก

เด็กบ้านผมถูกฝึกกันมาตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบทั้งๆที่ศาสนากำหนดสำหรับมุสลิมที่เข้าเกณฑ์ศาสนาบังคับคือหญิงเริ่มมีประจำเดือน ชายเริ่มมีการเคลื่อนของอสุจิซึ่งก็คือประมาณสิบสามถึงสิบห้าขวบ แต่มุสลิมทั่วไปมักฝึกกันมาก่อนหน้านั้น อดอาหารครึ่งวันบ้างค่อนวันบ้าง ฝึกกันจนชิน เมื่อชินจึงไม่หิวหรือถึงหิวแค่ไหนก็ทนได้

อดกันไปทำไม ในศาสนาอิสลามซึ่งมีคนนับถือกันประมาณ 1,900 ล้านคนทั่วโลกกำหนดเรื่องการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนหรือเดือนที่เก้าตามปฏิทินอาหรับเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญทางศาสนา อันได้แก่การปฏิญานตน การละหมาด การถือศีลอด การบริจาคทาน (ซะกาต) และการทำฮัจย์ ส่วนเดือนรอมฎอนในแต่ละปีจะตรงกับวันไหนนั้น ขอให้ดูกันที่ปฏิทินอาหรับเป็นหลักซึ่งยึดปีทางจันทรคติที่มี 354 วัน 6 ชั่วโมง น้อยกว่าปีทางสุริยคติอยู่ 11 วัน หมายถึงว่า 33 ปีจันทรคติจะเท่ากับ 32 ปีสุริยคติ ใครที่มีอายุเกินสี่สิบปีจึงมีโอกาสถือศีลอดกันมาแล้วครบทุกเดือนในปฏิทินสากล

แต่ละปีเดือนรอมฎอนจะเลื่อนมาเร็วขึ้นปีละ 11-12 วัน อย่างเช่นปี 2557 จะเริ่มประมาณวันที่ 28 เดือนมิถุนายนสิ้นสุดประมาณวันที่ 27 เดือนกรกฎาคม เหตุที่ต้องประมาณก็เพราะมุสลิมบ้านเรายึดถือสำนักคิดหรือมัซฮับชาฟีอี นิยมดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันขึ้นหนึ่งค่ำให้เป็นวันเริ่มต้นของเดือน ขณะที่มุสลิมในบางประเทศที่ยึดถือมัซฮับอื่นหรือแม้กระทั่งชาฟีอีแนวใหม่เขากำหนดเดือนกันตามการคำนวณ ใครที่อยากสับสน ง่ายที่สุดคืออยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติตามคนที่นั้น

ถือศีลอดได้ประโยชน์ตรงไหน ในคัมภีร์อัลกุรอ่านระบุไว้ว่าการถือศีลอดเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า เพื่อการมีสุขภาพที่ดี เพื่อความอดทน เพื่อประพฤติดี เพื่อความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่อดอยาก การถือศีลอดจึงมีหลายวัตถุประสงค์ ว่าแต่ว่าอดอาหารอย่างมุสลิมแล้วได้สุขภาพดีจริงหรือเปล่าหรือแค่พูดกันไปตามความเชื่อเท่านั้น เรื่องอย่างนี้มันต้องพิสูจน์ ซึ่งวิธีดีที่สุดขณะนี้คือพิสูจน์กันในทางวิทยาศาสตร์

แพทย์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์และนักโภชนาการทั่วโลกซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่มุสลิมให้ความสนใจการถือศีลอดของมุสลิมในเดือนรอมฎอนกันมานานแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นด้านสุขภาพ ในเรื่องนี้อิสลามกำหนดไว้แล้วว่าการถือศีลอดบังคับแก่ผู้มีสุขภาพดีเท่านั้น หากป่วย ตั้งครรภ์ ให้นมบุตรหรือเดินทางไกล อนุโลมให้บริจาคทานทดแทนการถือศีลอดได้ อนุโลมกันถึงขนาดนี้ มุสลิมจำนวนไม่น้อยแม้จะป่วยหรือตั้งครรภ์หรือเดินทางไกลก็ยังนิยมถือศีลอดเช่นเดียวกับคนปกติ หลายประเทศในช่วงเดือนรอมฎอนจึงต้องออกคำเตือนทางการแพทย์ออกมาให้เห็นกันบ่อยๆว่าหากป่วยขอให้ระวังการถือศีลอด

ในส่วนของคนปกตินั้น มีงานวิจัยทางการแพทย์ที่แสดงให้เห็นถึงผลดีต่อสุขภาพของการถือศีลอดแบบมุสลิมในเดือนรอมฎอนตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการการแพทย์อยู่นับเป็นพันชิ้นทั่วโลก ที่โดดเด่นเห็นจะเป็นของนายแพทย์แมคซิโม เมสลอส (Maximo Maislos) ชาวยิวเกิดในอาร์เจนตินาแต่ไปเป็นแพทย์ทหารทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเบนกูเรียนของอิสราเอล

หมอคนนี้สนใจว่าเหตุใดมุสลิมจึงเข้มแข็งขึ้นในเดือนรอมฎอน ดูเอาเถอะอาหรับรบกับอิสราเอลทีไรก็แพ้แทบทุกครั้ง กระทั่งเมื่อ ค.ศ. 1973 เท่านั้นในเดือนรอมฎอนที่ทหารยิวแทบจะเป็นฝ่ายแพ้ หมอเมสลอสจึงศึกษาวิจัยในคนอาหรับเบดูอินในทะเลทรายนาเกฟแล้วก็พบประโยชน์มหาศาลของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนโดยพบว่าการถือศีลอดอย่างถูกต้องแม้อดอาหารแต่หากทำงานตามปกติ ไม่กินอาหารหนักมื้อค่ำ ผลที่ได้คือระดับเอชดีแอลในเลือดซึ่งเป็นดัชนีเชิงบวกของการป้องกันโรคหัวใจดีขึ้น

หมอเมสลอสแม้จะเป็นหมอยิวที่เป็นขมิ้นกับปูนกับมุสลิมแต่ก็ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเรื่องรอมฎอนไว้หลายชิ้นลองไปหาอ่านได้ใน http://profiler.bgu.ac.il/frontoffice/ShowUser.aspx?id=822 หมอศรัทธากระบวนการถือศีลอดเดือนรอมฎอนถึงขนาดสร้างโมเดลรอมฎอนไว้เพื่อใช้แนะนำผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วนและโรคเสื่อมอีกหลายโรคสร้างเป็นหลักสูตรเป็นเรื่องเป็นราว นี่คือหนึ่งตัวอย่างของข้อพิสูจน์ว่าการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้จริงๆ

ยังมีตัวอย่างทางการแพทย์อีกมากมาย อย่างเช่น โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในปารีสพัฒนาโปรแกรมลดน้ำหนักให้กับผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีอาการแทรกซ้อนด้านอื่นๆโดยให้อดอาหาร 45 วัน ตามแบบมุสลิม เหตุผลที่ต้องเป็น 45 วันแทนที่จะเป็น 30 วันผู้อำนวยการโครงการอธิบายว่าเป็นเพราะมุสลิมถือศีลอดด้วยศรัทธา ทำให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนคนที่ไม่ใช่มุสลิมหากจะให้ได้ผลอย่างนั้นต้องถือศีลอดเพิ่มขึ้นอีกสิบห้าวัน ซึ่งก็น่าสนใจไม่น้อย โปรแกรมนี้จะอยู่ที่โรงพยาบาลไหนของปารีส ผมเองจดจำไม่ได้เสียแล้ว

เมื่อมีมุมมองทางด้านบวกก็ต้องไปดูทางด้านลบบ้าง ปรากฏว่ามีงานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นที่กล่าวถึงข้อเสียของการถือศีลอดแบบมุสลิม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของผู้ป่วย เช่น โรคเก๊าท์ โรคไต โรคตับ ที่ในความเป็นจริงน่าจะละเว้นไม่ต้องถือศีลอดอยู่แล้ว มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าแปลกตรงที่มีรายงานจำนวนไม่น้อยกล่าวถึงมุสลิมที่อ้วนขึ้น เสี่ยงต่อเบาหวานและโรคหัวใจมากขึ้นหลังการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน

รายงานในลักษณะหลังไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจเลย ลองไปดูเอาเถอะรอมฎอนยุคใหม่แทนที่จะเป็นเทศกาลถือศีลอด ในหลายชุมชนมุสลิมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจึงแปลงสภาพเป็นเทศกาลแห่งการกินกันไปหมด มีงานกินบุญกินเลี้ยงละศีลอดกันทั้งเดือน แถมช่วงค่ำยังมีอาหารขายกันจนดึกดื่น หมอเมสลอสจึงได้บอกไงว่ามุสลิมที่เข้มแข็งขึ้นในเดือนรอมฎอนคือมุสลิมที่เคร่งครัดตามหลักอิสลามแนวเก่าที่ถือปฏิบัติกันเมื่อพันปีมาแล้วอย่างเช่น ชนเผ่าเบดูอินในทะเลทราย

มุสลิมยุคใหม่หากต้องการมีสุขภาพดีและเข้มแข็งขึ้นในเดือนรอมฎอนเห็นทีจะต้องถือศีลอดกันอย่างการถือศีลอดแท้ๆ นั่นคือต้องงดการกินเวลากลางวัน ลดการกินในเวลากลางคืน ว่ากันอย่างนั้น

 

ขอบคุณภาพจาก http://roguehealthandfitness.com/fasting-mechanism-longevity/