who makes levitra cialis acquisto on line signs he is well endowed blue diamond pill reviews do asians have smaller penises how to natirale make your dick bigger will increasing blood flow to the penis increase its size cialis generika 20mg red mamba male enhancement whole sale penis pills penis enlargement made my wife feel tight blue and yellow pills ed best performance penis pills vigrx plus online purchase low libido short period keep track of penis enlargement gains 100 male enhancement newest penis enlargement pills which pharmacies sell male enhancement pills male enhancement surgery houston tx is diabetic patient csn use sex enhancement pill

ข่าวแวดวงฮาลาล | ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อเมริกา จำคุกนักธุรกิจผู้ผลิตเนื้อวัวข้อหาปลอมแปลงเครื่องหมายฮาลาล

อเมริกา จำคุกนักธุรกิจผู้ผลิตเนื้อวัวข้อหาปลอมแปลงเครื่องหมายฮาลาล

นายวิลเลี่ยม ออสซี่ นักธุรกิจชาวอเมริกาวัย 74 ปี ถูกจำคุก 2 ปี และปรับอีกเป็นจำนวนเงินถึง 60,000 ดอลลาร์ ข้อหา(ปลอมแปลงเครื่องหมายฮาลาล) ในสินค้าที่ส่งขายไปยังมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

นายวิลเลี่ยม ออสซี่ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Midamar Corp. ที่รับผลิตอาหารที่ได้ฮาลาล มากกว่า 200 ชนิด ถูกแจ้งข้อหากระทำความผิดฐานสั่งให้พนักงานในบริษัทติดตั้งฉลากฮาลาลที่กล่องผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัว ทั้งๆ ที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ครบองค์ประกอบของการเป็นสินค้าฮาลาลจากทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซีย.

ผลิตภัณฑ์ของ Midamar. มาจากโรงเชือดสัตว์ ที่มินิโซต้าซึ่งยังไม่ผ่านเกณฑ์รับรองฮาลาลในการนำเข้าประเทศจากทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซีย สิ่งที่เป็นปัญหาคือทางบริษัท Midamar โดยคำสั่งของเขาได้เปลี่ยนฉลากรับรองแหล่งเชือดเป็นที่อุมมาฮา (เนบรัสกา) ซึ่งได้รับการรับรองฮาลาล. โดยการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นถึง 22 ครั้ง รวมมูลค่าถึง 740,000 ดอลลาร์

ทนายความของเขาอ้างว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ไช่ความผิดทางอาญา หากแต่เป็นความผิดพลาดด้านการจัดการ. โดยแหล่งเชือดที่มินิโซต้าได้รับการรับรองโคเซอร์ตามแบบฉบับของยิว ซึ่งมุสลิมส่วนหนึ่งถือว่ารับประทานได้

นายวิลเลี่ยม ออสซี่ เป็นผู้มีเชื้อสายจากซีเรีย อพยพมาอาศัยในอเมริกานับตั้งแต่รุ่นพ่อ

ฮาลาลและการรับรองฮาลาลกรณีจีเอ็มโอ โดย รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน

ฮาลาลและการรับรองฮาลาลกรณีจีเอ็มโอ โดย รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน

 

จีเอ็มโอฮาลาลไหม ถามกันมาอย่างนี้ซึ่งตอบไปแล้วว่าตามมาตรฐานฮาลาลประเทศไทย มาเลเซีย รวมไปถึงมาตรฐานของโอไอซีที่เรียกว่ามาตรฐานซีมิก (SMIIC) จีเอ็มโอถือว่าฮาลาลหากไม่มีการนำยีน (Gene) หรือส่วนของดีเอ็นเอ (DNA) จากสุกรหรือสัตว์ต้องห้ามมาใช้ อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งปัจจุบันยังไม่มีการรับรองฮาลาลผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอ คำถามคือหากมีการนำเอาผลิตภัณฑ์จีเอ็มโออย่างเช่น ฝ้าย ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันฝรั่ง ที่มีการใช้ยีนแบคทีเรียมาขอการรับรองฮาลาล สมควรที่องค์กรศาสนาอิสลามจะให้การรับรองฮาลาลไหม คำถามนี้น่าคิด

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจในเรื่องดีเอ็นเอกับยีนเสียก่อน ดีเอ็นเอคือสารเคมีที่ประกอบไปด้วยเบส (Base) ที่จับกันเป็นคู่เรียกว่าคู่เบส (Base pair) เรียงต่อกันยาวเหยียด ทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บรหัสพันธุกรรมของชีวิต ในการทำงานแต่ละส่วนของดีเอ็นเอจะถอดรหัสเพื่อนำไปสร้างโปรตีนหรือเอนไซม์ (Enzyme) จากนั้นจึงนำเอนไซม์ไปทำงาน ชีวิตเริ่มจากการทำงานของเอนไซม์ต่างๆนี่เอง ส่วนของดีเอ็นเอที่สามารถถอดรหัสสร้างเอนไซม์หรือโปรตีนขึ้นมาได้นี้เรียก ว่า coding DNA ที่ใช้เรียกกันบ่อยกว่านั้นคือ “ยีน” (Gene) ยังมีดีเอ็นเออีกหลายส่วนที่ถอดรหัสสร้างโปรตีนไม่ได้เรียกว่า non-coding DNA

สายดีเอ็นเอของมนุษย์จับกันเป็นกลุ่มๆเรียกว่าโครโมโซม มนุษย์มีโครโมโซม 23 คู่ สร้างขึ้นจากส่วนที่เป็นสายดีเอ็นเอนับเป็นคู่เบสรวมทั้งหมด 3 พันล้านคู่เบส นอกจากนี้ยังเป็นของโปรตีนห่อหุ้ม ปรากฏว่าส่วนที่เป็นคู่เบสนั้นมีเพียง 1.5% ที่เรียกว่า coding DNA มนุษย์จึงมียีนรวม 25,000 ยีน ส่วนที่เหลือ 98.5% ของคู่เบสเป็นส่วนที่เรียกว่า non-coding DNA

เมื่อเทียบกับหนู (Rat) พบว่ามนุษย์มีคู่เบสมากกว่าหนูอย่างเทียบกันไม่ได้แต่กลับมีจำนวนยีนเท่ากัน หรือมี coding DNA เท่ากัน เหตุที่มนุษย์กับหนูต่างกันมากเป็นเพราะมีส่วน non-coding DNA ต่างกันมาก ส่วน non-coding DNA นี่เองที่แม้จะไม่ได้เข้าไปทำงานอะไรแต่กลับสร้างอิทธิพลอย่างมาก มีผลต่อการทำงานของส่วนที่เป็น coding DNA สิ่งนี้จึงทำให้มนุษย์กับหนูต่างกัน

ความมหัศจรรย์พันลึกจึงอยู่ตรงส่วนที่เป็น non-coding DNA ที่ว่านี้ ซึ่งปรากฏว่าเป็นส่วนที่นักวิชาการแทบไม่มีความรู้เลย ดังนั้นการที่นักวิชาการที่เข้าใจว่าตนเองมีความรู้เรื่องการทำงานของ ยีนอย่างทะลุปรุโปร่ง นำยีนมาใช้ประโยชน์สารพัด พัฒนาสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ขึ้นโดยการนำเอายีนซึ่งเป็นส่วนที่ทำงานมาจับต่อ กัน นำยีนใหม่มาสอดแทรกใส่ในดีเอ็นเอสายเก่าเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆที่ เรียกว่า “GMO” แล้วนำไปใช้ประโยชน์ กระแสต่อต้านจีเอมโอที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความกังวลว่าส่วนที่นักวิชาการ ยังไม่รู้จักคือส่วน non-coding DNA นี่เองจะเป็นส่วนที่สร้างปัญหา

ฮาลาลในอิสลามนั้นชัดเจน ระบุไว้แล้วว่าอะไรฮาลาลอะไรไม่ฮาลาล แต่อิสลามไม่ได้เน้นเรื่องฮาลาลอย่างเดียว อัลกุรอ่านหรือคัมภีร์ในอิสลามกำหนดเรื่องราวของ “ตอยยิบ” ขึ้นมาด้วย คำว่าตอยยิบหมายถึงส่วนที่ดี มีประโยชน์ ให้สุขอนามัยที่ดี และการรับรองฮาลาลเน้นทั้งฮาลาลและตอยยิบเป็นสำคัญ ดังนั้นจีเอ็มโอที่มีวางจำหน่ายกันทั่วไป หากไม่มีการใช้ยีนจากสัตว์หะรอม คำถามคือแล้วมันตอยยิบหรือไม่ หากยังเป็นข้อสงสัยว่าไม่ตอยยิบ ควรรับรองฮาลาลหรือไม่ คำถามนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์มุสลิมกลุ่มหนึ่งซึ่งรวมถึงผมยังไม่แนะนำให้มีการรับรองฮาลาลอาหารที่เป็นจีเอ็มโอ จนกว่าจะยืนยันได้ว่าจีเอ็มโอนั้นตอยยิบซึ่งจนถึงขณะนี้แม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์กลุ่มที่สนับสนุนจีเอ็มโอยังไม่กล้ายืนยันว่าจีเอ็มโอสร้างปัญหาต่อสุขภาพหรือต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ดังนั้นเมื่อยืนยันไม่ได้จึงไม่ควรรับรองฮาลาล

สรุปว่าจีเอ็มโอนั้นหลายชนิดฮาลาลสามารถบริโภคได้ แต่ไม่เหมาะต่อการรับรอง อ่านแล้วอย่าเพิ่งงงก็แล้วกันครับ

 

ที่มา : FB Dr.Winai Dahlan

มาตราฐานอาหารฮาลาลแห่งชาติ -ธุรกิจที่น่าจับตามองของบราซิล

มาตราฐานอาหารฮาลาลแห่งชาติ -ธุรกิจที่น่าจับตามองของบราซิล

 

บราซิลเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารฮาลาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีโรงงานอุตสาหกรรมฮาลาลมากกว่า 300 โรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารฮาลาล จากข้อมูลสถิติของสมาคมมุสลิมแห่งบราซิล (Brazilian Muslim Association) บราซิลมีประชากรที่เป็นมุสลิมประมาณ 1.5 ล้านคน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในรัฐ São Paulo, Paraná, Mato Grosso do Sul และ Rio Grande do Sul แม้จะมีจำนวนประชากรมุสลิมเพิ่มขึ้นในบราซิล แต่ในท้องตลาดกลับไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ประทับตรารับรองมาตรฐานอาหารฮาลาลมากนัก ในความเป็นจริงแล้วผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผลิตในบราซิลจะถูกส่งออกไปยังประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางซึ่ง เป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูง

บราซิลส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลมากกว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2012 ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ปีกและเนื้อสัตว์ ระหว่างปี ค.ศ. 2002 – 2012 การส่งออกอาหารฮาลาลของบราซิลเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 400 ในสัดส่วนของรายได้และร้อยละ 70 ในสัดส่วนของปริมาณ ปี ค.ศ. 2013 บราซิลส่งออกสินค้าฮาลาลมากเป็นลำดับ 3 ของโลกรองจากจีนและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น การส่งออกอาหารฮาลาลของบราซิลจึงเป็นที่น่าจับตามองของโลก โดยเฉพาะสินค้าจำพวกอาหารซึ่งส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัตว์และสัตว์ปีก (ผลิตภัณฑ์สินค้าฮาลาลมิได้อยู่ในรูปแบบลักษณะอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการแปรรูปจากหนังสัตว์และการบริการต่าง ๆ ฯลฯ)

สถิติรายงานประจำปี ค.ศ. 2013 ของ Arab – Brazilian Chamber of Commerce การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารจากบราซิลไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางมีสถิติ ที่สูงมากเป็นประวัติการณ์คือ17 ล้านตัน มีเนื้อสัตว์ น้ำตาล และธัญพืช เป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกสูงสุดตามลำดับ ร้อยละ 33 ของการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเนื้อของบราซิลทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ รับการรับรองมาตรฐานอาหารฮาลาล บราซิลส่งออกเนื้อสัตว์ปีก 1,792 ล้านตันและเนื้อ (ส่วนใหญ่เป็นเนื้อวัว) อย่างน้อย 318,000 ตันในรูปแบบอาหารฮาลาล สำหรับปี ค.ศ. 2015 คาดว่า การเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการส่งออกเนื้อสัตว์ฮาลาลจะสูงขึ้นถึงร้อยละ 66 ตามที่นาย Fernando Sampaio กรรมการบริหารของ Brazilian Meat Exporters Association (Abiec) ได้กล่าวไว้

ตลาดหลักสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลของบราซิลจะอยู่ในตะวันออกกลาง เอเชียและประเทศมุสลิมในแอฟริกา บรรดาประเทศผู้นำเข้าหลัก ได้แก่ ยูเออี อียิปต์ อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย อิสราเอล เลบานอน และลิเบีย ยูเออีเพียงประเทศเดียวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลทั้งหมด จึงทำให้เป็นประเทศอาหรับที่มีหุ้นส่วนการค้ากับบราซิลที่ใหญ่ที่สุด ทั้งนี้ บราซิลยังมีสัดส่วนการเป็นผู้ส่งอาหารฮาลาลให้ดูไบมากกว่าครึ่งหนึ่งของการ นำเข้าเนื้อสัตว์ในปี ค.ศ. 2013 จำนวนร้อยละ 53 ของส่วนแบ่งตลาด

 

ปัจจัยความสำเร็จ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจุบันบราซิลเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของประเทศมุสลิม คุณภาพต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์สินค้าจากบราซิลได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง บราซิลได้ “ปักหมุด” ในประเทศโลกมุสลิมโดยใช้คุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้กระบวนการ ผลิตอย่างเคร่งครัดและยึดมั่นตามหลักปฏิบัติมุสลิม รวมถึงการจัดใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่น่าสนใจและการกำหนดราคาที่ไม่สูงนักได้ช่วย ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ กับบราซิลมากขึ้น นอกจากนี้ บราซิลยังร่วมมือกับชาวมุสลิมพัฒนาสุขาภิบาลและความปลอดภัย ทั้งหมดนี้เป็นผลจากระเบียบแนวทางที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1970 ที่ประเทศที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล นอกจากจะมีกระบวนการและวิธีการต่าง ๆ ที่ถูกต้องเคร่งครัดแล้ว คุณสมบัติที่ดีและถูกสุขลักษณะของแรงงานก็สำคัญยิ่ง ทำให้สามารถประกันความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภคในโลกมุสลิมได้

การรับรองมาตรฐานอาหารฮาลาลของบราซิล มีสถาบัน Brazilian Islamic Center for Halal Food Stuff (Cibal Halal) ทำหน้าที่ตรวจสอบและกำกับดูแลเพื่อให้สินค้าที่ผลิตเพื่อการส่งออกมีคุณภาพ ตามมาตรฐานฮาลาล โดย Cibal Halal จะตรวจสอบทุกขั้นตอนการผลิต มีการส่งผู้เชี่ยวชาญออกไปตรวจสอบที่บริษัทหรือโรงงานต่าง ๆ ที่ผลิตสินค้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน Cibal Halal สามารถตรวจสอบสินค้าในห้องทดลองว่าเป็นสินค้าที่มีส่วนผสมหรือสังเคราะห์จาก สุกรหรือไม่ เนื่องจากสินค้าบางรายการ เช่น น้ำหอมบางยี่ห้อหรือเครื่องสำอางบางประเภทอาจมีส่วนผสมที่ทำจากหมู

ปัจจัยความสำเร็จอีกประการหนึ่ง ก็คือ การเป็นที่ยอมรับขององค์กรมุสลิมทั่วโลก เช่น องค์กร Federation of Muslim Association in Brazil (FAMBRAS) ได้รับการยอมรับจากองค์กร Certification ด้านอาหารมุสลิมทั่วโลก โดยเฉพาะกระบวนการตรวจสอบที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์และกระบวนการควบคุมการ ผลิตอาหารทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัดตามวิถีปฏิบัติของมุสลิม ทั้งนี้ FAMBRAS ได้รับการยอมรับจากองค์กรหลายประเทศทางตะวันออกกลางแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศในอาเซียนด้วย เช่น Jakim (มาเลเซีย) Majis Ugama Islam (สิงคโปร์) Alawkaf Ministry (อียิปต์) และ Majlis Ulama (อินโดนีเซีย)

อย่างไรก็ตาม บราซิลเผชิญอุปสรรคในการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลไปยังบางประเทศในตะวันออก กลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบียได้คว่ำบาตรการนำเข้าเนื้อจากบราซิลตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 2012 มีสาเหตุจาก ”โรควัวบ้า” ในปี ค. ศ. 2010 แม้ภายหลังการตรวจสอบต่อมาจะมีข้อมูลว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือนก็ตาม องค์การอนามัยโลกของสัตว์ (OIE) พิสูจน์แล้วว่าเนื้อจากบราซิลไม่มีโรควัวบ้าปนเปื้อน แต่อินโดนีเซียก็ยังไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าสัตว์ปีก (เนื้อไก่) จากบราซิล ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลบราซิลได้เจรจาต่อรองและพยายามที่จะเปิดตลาดอินโดนีเซียมานานกว่า หกปีแล้วก็ตาม

นอกจากบราซิลจะเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกของตลาดฮาลาลที่มีการแข่งขันสูงในวงการ ตลาดฮาลาลโลกไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐอเมริกา ไทย อาร์เจนตินา หรือชิลี บราซิลจึงหันไปหาโอกาสใหม่ โดยแสวงหาตลาดใหม่และการให้บริการผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การสร้างตลาดฮาลาลใหม่ในรัสเซีย และการร่วมมือกับมาเลเซียซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจที่สุด เพราะมาตรฐานที่สูงของมาเลเซีย จึงทำให้ผู้ผลิตต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมฮาลาลมาเลเซียสนใจเป็นหุ้นส่วนกับผู้ผลิตบราซิลในการ ผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล ทั้งนี้ บราซิลต้องใช้ประโยชน์จากการเป็นผู้ส่งออกสัตว์ปีกและเนื้อฮาลาลที่มีจำนวน สูงเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก รวมทั้งมีการรักษาคุณภาพและมาตรฐานที่สูงและอำนวยความสะดวกในการส่งออกซึ่ง น่าจะส่งผลให้บราซิลเป็นผู้นำการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลอันดับหนึ่งของโลกได้ ต่อไป

ข้อเสนอต่อภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยควรให้ความสนใจและศึกษารูปแบบความสำเร็จ ของบราซิลในฐานะที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิม (Non-Muslim Country) ที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมอาหารฮาลาลสู่ตลาดโลก

ทั้งนี้ เจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการกิจการฮาลาลอาจแสดงความสนใจผ่านกระทรวงการ ต่างประเทศ หรือสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย โดยกระทรวงการต่างประเทศอาจพิจารณานำคณะผู้ประกอบการฮาลาลจากประเทศไทย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลเยือนบราซิลเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ ความรู้และหารือส่งเสริมความร่วมมือเช่นเดียวกับที่บราซิลมีกับมาเลเชียได้ ทั้งนี้ หน่วยงานหรือภาคเอกชนที่สนใจสามารถติดต่อขอข้อมูลได้โดยตรงที่ thaiembbrazil@gmail.com หรือ bic.mfa@gmail.com

 

ที่มาจาก : ศูนย์บริการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

เปิดม่านความคิด : อุตสาหกรรมฮาลาล – ธุรกิจที่น่าจับตามองของบราซิล

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
อีเมล์ thaiembbrazil@gmail.com หรือ thaibra@thaiembdc.net หรือ bic.mfa@gmail.com

Halal Route นวัตกรรมฮาลาลใหม่ล่าสุดที่ฮาลาลประเทศไทยพัฒนาขึ้น

Halal Route นวัตกรรมฮาลาลใหม่ล่าสุดที่ฮาลาลประเทศไทยพัฒนาขึ้น

Halal Route นวัตกรรมฮาลาลใหม่ล่าสุดที่ฮาลาลประเทศไทยพัฒนาขึ้น เพื่อเป็นผู้ช่วยนักท่องเที่ยว ในการค้นหาร้านฮาลาล ที่พัก สถานที่ละหมาดที่อยู่ในเส้นทางการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศตั้งแต่ใต้สุด…สู่เหนือสุดของประเทศไทยในรูปแบบ Website และ Application ซึ่งที่ช่วยสร้างความสะดวกความมั่นใจ และความปลอดภัย ให้นักท่องเที่ยวตลอดการเดินทาง

นอกจากนี้ ฮาลาลประเทศไทยยังได้พัฒนา Halal Directory ในรูปแบบ Website และ Application รวบรวมอาหารฮาลาลที่ได้รับมาตรฐานพร้อมระบุพิกัดของสถานที่ตั้งและข้อมูลแบบละเอียด ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ยุคใหม่เป็นอย่างดี

Halal Culture and Innovation for Halal Economy งานใหญ่ที่ไม่ควรพลาด

Halal Culture and Innovation for Halal Economy งานใหญ่ที่ไม่ควรพลาด

 

พูดคำว่า “ฮาลาล” หลายคนมักจะนึกถึงผลิตภัณฑ์อาหารของชาวมุสลิม แต่ในความจริง ผลิตภัณฑ์ฮาลาลนั้นกินใจความกว้างกว่านั้นมากมาย MICE Spotlight by NCC จึงเรียนเชิญ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาช่วยขยายความเข้าใจความเป็นฮาลาลกันมากยิ่งขึ้น

ฮาลาลคืออะไร

“ฮาลาลเป็นภาษาอาหรับ แปลว่า อนุมัติหรืออนุญาต เป็นวิถีชีวิตของชาวมุสลิม กล่าวคือ อะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ กินใจความถึงสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์อุปโภค ยา สมุนไพร บริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยว สปา ธนาคาร โลจิสติกส์ แต่หากพูดกันในเชิงอาหาร ฮาลาลก็สามารถเป็นอาหารได้ทุกชนิดที่มีอยู่ในโลก เพียงแค่ไม่มีสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในข้อห้ามทางศาสนาอิสลาม เราก็สามารถเรียกว่าฮาลาลได้หมด เช่น ชา กาแฟ ก็เป็นฮาลาลได้”

ฮาลาล…เทรนด์ใหม่ของโลก

“ปัจจุบัน ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจกับที่มาของสินค้าอย่างมาก ซึ่งฮาลาลสามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ กล่าวคือ สินค้าใช้สารเคมีที่เป็นพิษหรือไม่ มีการใช้แรงงานผิดกฎหมายหรือเปล่า หรือเงินลงทุนกิจการเป็นเงินจากการพนันหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องผ่านฮาลาลทั้งหมด จึงทำให้ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่า หากเป็นสินค้าที่ผ่านฮาลาล นั่นคือความปลอดภัยทั้งตัวผลิตภัณฑ์และที่มา”

Halal Culture and Innovation for Halal Economy งานใหญ่ที่ไม่ควรพลาด

“ทุกวันนี้มีสินค้ากว่าแสนชิ้นที่ส่งเข้ามาให้ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลตรวจเพื่อให้ผ่านมาตรฐานฮาลาล และในอนาคต เราก็มีความตั้งใจว่า ประเทศไทยต้องติดเป็น 1 ใน 5 ประเทศผู้นำทางด้านตลาดฮาลาล ซึ่งบราซิลถือว่าเป็นผู้นำอันดับ 1 ในการส่งออก ส่วนของเรานั้นก็มีความแข็งแกร่งในด้านการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยล่าสุด เรากำลังจะจัดงาน Halal Culture and Innovation for Halal Economy เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้ตลาดสินค้าฮาลาลประเทศไทยมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยครั้งนี้เราจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีพื้นที่กว้างขวาง รวมทั้งสะท้อนความเป็นไทยได้ดี โดยบริเวณด้านหน้าของห้องบอลลูม เราจะมีนิทรรศการให้ความรู้ต่างๆ ส่วนบริเวณห้องแพลนนารี่ฮอล์ ก็จะมีการแสดงผลิตภัณฑ์มากมาย ซึ่งปีที่แล้วมีชาติต่างๆ เข้ามาร่วมงานราวๆ 44 ประเทศ มาปีนี้ก็มีจำนวนไม่น้อยไปกว่ากัน เรามุ่งมั่นให้ตลาดฮาลาลประเทศไทยเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะถ้าดูจากตัวเลขรายได้รวมปีที่แล้วราว 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือตกเป็นเงินไทยอยู่ที่ราวๆ แสนล้านกว่าๆ ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย และน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ในอนาคต ”

ที่มา : รอบรู้เรื่องฮาลาลกับ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน จากวารสาร Spotlight คอลัมน์ Guru
Othsman Hassan หนึ่งในหกรัฐมนตรีมุสลิมเขมร เล่าเรื่องอิสลามในกัมพูชา

Othsman Hassan หนึ่งในหกรัฐมนตรีมุสลิมเขมร เล่าเรื่องอิสลามในกัมพูชา

‘รู้จักอิสลามในกัมพูชา’ เล่าผ่าน Othsman Hassan หนึ่งในหกรัฐมนตรีมุสลิมเขมร

บทสัมภาษณ์ของคุณ Othsman Hassan ในการกล่าวปฐกถา ในงาน “โครงการเทศกาลนานาชาติฮาลาลชายแดนใต้” หรือ “Southern Border Halal International Fair” (SHIF 2015)“Southern Border Halal International Fair” เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2558 กล่าวคือ ประเทศกัมพูชาแม้มีชาวมุสลิมอยู่เพียง 5% แต่ที่ผ่านมาพวกเขาก็ผ่านความเจ็บปวดในสมัยสงครามกลางเมืองมาหลายสิบปีเช่นเดียวกับชาวเขมรทั่วไป กระทั่งเมื่อสันติภาพกัมพูชาเกิดขึ้นราวปี ค.ศ.1998 ชาวมุสลิมที่นั่นต่างก็พยายามฟื้นฟูชุมชนและประเทศเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ปัจจุบันชาวมุสลิมกับพูชาได้รับสิทธิต่างๆ เฉกเช่นเดียวกับประชากรทั่วไป หรืออาจจะมากกว่า เพราะในจำนวนประชากรมุสลิมเพียง 600,000 กว่าคนนั้น มีรัฐมนตรีมุสลิมถึง 6 คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 11 คน ปลัดกระทรวง 12 คน ตำรวจระดับสูง 10 คน

Othsman Hassan (อุสมาน ฮัสซัน) คือ 1 ใน 6 รัฐมนตรีในรัฐบาลสมเด็จฮุน เซน โดยเป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพ ซึ่งในงาน Southern Border Halal International Fair 2015 (SHIF 2015) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ระหว่างวันที่ 8 – 10 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา เขาได้มากล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “วิถีชีวิตของมุสลิมในสังคมพหุวัฒนธรรม” ที่มีผู้นำศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้รับฟังกว่า 3,000 คน

 

รัฐมนตรีมุสลิมเขมรบรรยายภาษามลายู

อุสมานเริ่มต้นบรรยายด้วยการออกตัวว่า “ผมสามารถพูดภาษามลายูได้ แต่กลัวว่าเมื่อพูดภาษามลายูไปแล้ว คนมลายูด้วยกันเองไม่เข้าใจ” เป็นคำออกตัวที่เรียกเสียงฮาได้พอสมควร แต่ก็แฝงด้วยอารมณ์ประชดประชันหน่อยๆว่า คนที่นี่พูดภาษามลายูแต่ทำไมจะไม่เข้าใจภาษามลายู? อย่างไรก็ตาม ตลอดต่อเนื่องการบรรยายทั้งหมดเขาก็ใช้ภาษามลายู บอกเล่าเรื่องราวคนมุสลิมในประเทศกัมพูชาที่เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายจากสงครามไม่แพ้คนอื่นๆในประเทศด้วยเช่นกัน ซึ่งสามรถถอดความทั้งหมดได้ดังนี้

 

มุสลิมกัมพูชาสืบเชื้อสายจามปา

“คนมุสลิมในกัมพูชามีเชื้อสายมาจากคนมลายูในอดีต นั่นคือ“อาณาจักรจามปา” ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในเขตประเทศเวียดนาม อาณาจักรจามปามีความเจริญรุ่งเรืองมากในอดีต ต่อมาล่มสลายลงเนื่องจากถูกอาณาจักรอื่นมาโจมตี ประกอบกับเกิดความแตกแยกกันในหมู่มุสลิมด้วยกันเอง หลังจากอาณาจักรจามปาล่มสลายลง คนมุสลิมจามปาหนีไปยังประเทศไทย เวียดนาม จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ฝรั่งเศสและกัมพูชา แต่เดิมคนจำปาไม่ใช่คนมุสลิม นับถือศาสนาฮินดู ต่อมานับถือศาสนาพุทธ และอิสลาม ซึ่งในประวัติศาสตร์กัมพูชาก็มีคนตระกูลของกษัตริย์นับถือศาสนาอิสลามด้วย ดังนั้นกษัตริย์กัมพูชาจึงให้สิทธิต่างๆ แก่คนที่นับถือศาสนาอิสลามในกัมพูชา

 

ร่วมรบต่อต้านอาณานิคม

ปัจจุบันมีคนมุสลิมมลายูจามปาในกัมพูชาประมาณ 600,000 คน และอยู่ในเวียดนามประมาณ 100,000 คน คนที่หนีมาอยู่ในกัมพูชาถือว่าโชคดี เพราะกษัตริย์กัมพูชาถือเป็นประชากรของประเทศ ที่สำคัญคือพวกเขาก็มีบทบาทในการต่อต้านการรุกรานของฝรั่งเศสจนทำให้กัมพูชาได้รับเอกราชในปี ศ.ค. 1954 ด้วย หลังจากได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสแล้ว กษัตริย์กัมพูชาก็เปลี่ยนชื่อมุสลิมจามปามาเป็นมุสลิมเขมร และให้สิทธิแก่คนมุสลิมสามารถใช้ชื่ออิสลามอย่างเป็นทางการได้ เช่น อุสมาน อับดุลเลาะ มูฮำหมัด มาเรียม เป็นต้น

 

สงครามกลางเมืองมุสลิมตาย 4 แสน

ต่อมาเมื่อปี 1970 – 1975 เกิดสงครามกลางเมืองในกัมพูชา มีคนชีวิตประมาณ 3,000,000 คน ในจำนวนนี้เป็นคนมุสลิมประมาณ 400,000 คน มีการปิดกันสิทธิต่างๆ ของทุกศาสนา ในช่วงนั้นอิหม่ามประจำมัสยิดและครูสอนศาสนาอิสลาม 90% ถูกฆ่าตาย ต่อมาปี 1998 กัมพูชามีสันติภาพขึ้นมาซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศ เนื่องจากก่อนหน้านั้นเมื่อกลุ่มหนึ่งขึ้นมามีอำนาจทางการเมือง อีกกลุ่มหนึ่งก็เข้าป่าเพื่อต่อต้านรัฐบาล แต่ตอนนี้ทุกกลุ่มเข้าร่วมทำงานกับรัฐบาล หลังจากที่มีสงคราม 30 ปีในกัมพูชา ทุกกลุ่มที่เคยต่อสู้กันก็เข้าร่วมในกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศกัมพูชา

 

กษัตริย์ฟื้นตำแหน่งผู้นำอิสลาม-ให้สิทธิต่างๆ

ปีเดียวนั้นกษัตริย์สีหนุก็ได้แต่งตั้งให้มีผู้นำศาสนาอิสลามในประเทศกัมพูชาขึ้นมา หลังจากตำแหน่งนี้ได้หายไปประมาณ 25 ปี ในช่วงสงครามกลางเมืองกัมพูชา การแต่งตั้งผู้นำศาสนาอิสลามในประเทศ ส่งผลให้การแต่งตั้งอิหม่ามประจำมัสยิดและครูสอนศาสนาตามชุมชนต่างๆในกัมพูชากลับคืนมาด้วย โดยนายกรัฐมนตรีให้อำนาจผู้นำศาสนาอิสลามกัมพูชาแต่งตั้งอิหม่ามประจำมัสยิดและครูสอนศาสนา ในประเทศกัมพูชามี 25 จังหวัด มีหมู่บ้านมุสลิม 535 หมู่บ้าน และมีมัสยิด 535 แห่ง โดยอยู่ในกรุงพนมเปญ 14 แห่ง มีคนมุสลิมอยู่ทุกจังหวัด แต่ส่วนใหญ่อยู่ที่หมู่บ้านจามประมาณ 50%

 

รัฐมนตรี 6 คน ปลัดกระทรวง 12 คน

ปัจจุบันทางรัฐบาลให้ความสำคัญกับสังคมมุสลิมอย่างมาก เนื่องจากไม่เคยต่อต้านรัฐบาลและสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่มาตลอด ไม่ทำผิดกฎหมายและสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นๆในประเทศได้ ในกัมพูชามีคนมุสลิมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 11 คน เป็นรัฐมนตรี 6 คน สมาชิกวุฒิสภา 2 คน ปลัดกระทรวง 12 คน ตำรวจระดับสูง 10 คน ทั้งที่ทั้งประเทศมีชาวพุทธ 90% และมีมุสลิมแค่ 5%เท่านั้น อิหม่ามประจำมัสยิดไม่ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาล แต่ชาวบ้านจะเก็บเงินมอบให้อิหม่ามและครูสอนศาสนา จะได้น้อยหรือมากขึ้นอยู่กับฐานะของประชาชนในหมู่บ้าน หากหมู่บ้านไหนมีฐานะดีก็จะเก็บเงินได้เยอะ หากในหมู่บ้านไหนฐานะไม่ดีก็เก็บเงินได้น้อย

 

รับความช่วยเหลือจากประเทศมุสลิม

เราทำงานกับประเทศมุสลิมต่างๆ ทั้งในภูมิภาคอาเซียน เช่น มาเลเซีย บรูไน และในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ บาห์เรน โอมาน เป็นต้น เพื่อนำเงินบริจาคของประเทศเหล่านั้นมาใช้ในกิจกรรมศาสนาอิสลาม ปัจจุบันทุกๆเดือนจะมีการสร้างมัสยิดใหม่ สร้างอาคารเรียนใหม่จำนวนมาก ทำให้คนมุสลิมมีโอกาสที่เรียนรู้ศาสนามากขึ้น ต่างกับสมัยก่อนที่คนกัมพูชามีโอกาสได้รับการศึกษาน้อยมาก เนื่องจากอยู่ในช่วงสงครามกลางเมือง ขอบคุณอัลเลาะห์ที่ให้ทุกๆหมู่บ้านมุสลิมในกัมพูชามีโรงเรียนสอนศาสนา ตอนนี้มีคัมภีร์อัลกุรอานแปลความหมายเป็นภาษากัมพูชา ซึ่งสนับสนุนโดยนายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็สนับสนุนในการรับเงินบริจาคจากประเทศเหล่านี้ด้วยโดยไม่ปฏิเสธ เมื่อเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เปิดละศีลอดร่วมกับผู้นำศาสนาและอิหม่ามมัสยิดในกัมพูชา โดยมีอิหม่ามมาร่วมละศีลอดประมาณ 4,000 คน การสนับสนุนกิจกรรมอิสลามต่างๆภายใต้รัฐบาลสมเด็จฮุน เซ็น ส่งผลให้เลขาธิการองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ส่งหนังสือฉบับหนึ่งในช่วงเดือนรอมฎอนที่ผ่านมาว่า สมเด็จฮุน เซนกำลังสร้างสันติภาพแก่ประชาชนกัมพูชา

 

อนุญาตสวมฮิญาบทำบัตร

ช่วงเดือนรอมฎอนปี 2557 รัฐบาลอนุญาตให้สตรีมุสลิมสามารถสวมฮิญาบได้ทั้งในการทำหนังสือเดินทาง บัตรขับขี่ ส่วนผู้ชายสามารถสวมซอเกาะและผ้าสะระบันได้ รัฐบาลให้เงินเดือนครูสอนศาสนาอิสลามเท่ากับเงินเดือนครูโรงเรียนรัฐบาล จำนวน 1,500 คน รวมประมาณ 3,000,000 ดอลลาร์ต่อปี จากเดิมที่ไม่ได้ให้อะไรเลย นี่คือสิ่งที่ผมอยากบอกว่าแม้ว่าสมเด็จฮุน เซ็น ไม่ได้เป็นคนมุสลิม แต่สมเด็จฮุน เซน ให้ความสำคัญกับคนมุสลิมเป็นอย่างมาก ปัจจุบันคนมุสลิมในกัมพูชามีความเจริญมากขึ้น ทำธุรกิจได้มากขึ้น หากเป็นสมัยก่อนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือจับปลาตามคลองเท่านั้น แต่ปัจจุบันออกไปทำงานตามเมืองใหญ่ๆ ได้ ทุกๆเดือนรอมฎอนเราได้เงินบริจาคจากประเทศอาเซียน เช่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น เพื่อใช้ในการละศีลอดสำหรับชุมชนมุสลิมในประเทศ ในวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮาเราได้รับบริจาควัวประมาณ 6,000 ตัว เพื่อใช้ทำกุรบาน(เชื่อพลี)เพื่อแจกจ่ายเนื้อแก่คนมุสลิม ส่วนใหญ่มาจากมาเลเซีย

 

ซาอุให้ทุนทำฮัจญ์ปีละ 40 คน

ทุกๆ ปีทางรัฐบาลซาอุดีอาระเบียให้ทุนมุสลิมกัมพูชาไปประกอบพิธีฮัจญ์ 40 คน ปีนี้รัฐบาลกาตาร์ให้อีก 2 คน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 5 คน และสันนิบาตอาหรับให้ 7 คน ซึ่งเราดีใจอย่างมาก ปัจจุบันมุสลิมกัมพูชาสามารถเดินทางไประกอบพิธีฮัจญ์ด้วยทุนตัวเองได้มากขึ้นด้วย ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้คนมุสลิมกัมพูชาไปประกอบพิธีฮัจญ์แล้วประมาณ 100,000 คน ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่คนมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจญ์ได้เพียงปีละ 2- 3 คนเท่านั้น”

 

ที่มา : http://prachatai.org/journal/2015/10/62024