น้ำตาลก่อโทษ งั้นเลิกบริโภคเลยดีไหมหรือเพียงแค่ลด

 

น้ำตาลที่กล่าวถึงในที่นี้คือน้ำตาลที่เติมลงในอาหาร (Added sugar) ในรูปน้ำตาลเกล็ดที่เรียกกันว่าน้ำตาลทราย (Table sugar) และไซรัปฟรุคโตสหรือไซรัปข้าวโพดฟรุคโตสสูง (High Fructose Corn Syrup หรือ HFCS) ซึ่งเป็นน้ำตาลเหลว น้ำตาลทั้งสองกลุ่มนี้พบมากในอาหารสารพัดชนิดทั้งขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม น้ำหวาน ชาหวาน รวมทั้งขนมไทย ขนมฝรั่ง เค้ก คุ้กกี้และอีกมากมายก รวมถึงอาหารคาวที่ปรุงกันทั่วไปซึ่งนิยมเติมน้ำตาลเพื่อแต่งรสชาติ น้ำตาลทั้งสองประเภทนี้คือสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดโรคอ้วน เบาหวานและอีกหลายโรค เมื่อเป็นเช่นนั้น “ควรงด” นั่นคือเลิกเติมน้ำตาลในอาหารอย่างเด็ดขาดหรือ “ควรลด” หมายถึงยังคงบริโภคได้แต่ลดปริมาณลงให้ได้มากที่สุดเท่านั้น

ข้อแนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลเกิดขึ้นใน ค.ศ.1992 เมื่อกระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกาจัดทำปิรามิดโภชนาการโดยแนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลลง ต่อมาองค์การอนามัยโลกแนะนำว่าควรบริโภคคาร์โบไฮเดรตไม่เกิน 55-60% ของพลังงานที่ได้รับต่อวันจำนวนนี้ให้เป็นน้ำตาลที่เติมในอาหารไม่เกิน 10% คำแนะนำนี้ ใน ค.ศ. 2013 ศาสตราจารย์เวย์น พอตส์ (Wayne Potts) ออกมาคัดค้านโดยระบุว่า 10% สำหรับน้ำตาลนั้นยังสูงเกินไปเนื่องจากพบว่าหนูทดลองที่ได้รับอาหารที่มีน้ำตาล 10% ของพลังงานทั้งหมดมีอายุสั้น เมื่อโดนนักวิจัยหลายกลุ่มคัดค้านหนักเข้า ข้อแนะนำใหม่จึงลดการบริโภคน้ำตาลเหลือ 5%

มาถึงวันนี้ทุกฝ่ายตั้งแต่นักโภชนาการ แพทย์ นักวิจัยทางการแพทย์ต่างให้ข้อสรุปตรงกันว่าน้ำตาลที่เติมในอาหารหรือน้ำตาลจากอุตสาหกรรม ได้แก่ น้ำตาลทรายและไซรัปฟรุคโตสนั้นก่อปัญหาต่อสุขภาพจึงไม่แนะนำให้บริโภค คนจำนวนหนึ่งจึงเปลี่ยนเป็นการใช้น้ำตาลเทียมแทน งานวิจัยพักหลังๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัง ค.ศ.2013 ให้ข้อสรุปตรงกันว่าการใช้น้ำตาลเทียมก่อปัญหาต่อสุขภาพได้เช่นกัน เป็นต้นว่ารบกวนการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ก่อปัญหาโรคอ้วนและเบาหวานไม่ต่างจากน้ำตาลแท้สักเท่าไหร่

แม้ทุกฝ่ายยอมรับกันว่าน้ำตาลที่เติมลงในอาหารสร้างปัญหาต่อสุขภาพ ทว่านักวิชาการบางส่วนยังเห็นว่าน้ำตาลช่วยปรุงแต่งรสอาหารทำให้ผู้กินเกิดความรู้สึกพึงพอใจ ความสุขเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ช่วยสุขภาพจิตให้ดีขึ้น ทั้งน้ำตาลยังให้พลังงานได้รวดเร็วซึ่งจำเป็นสำหรับร่างกายในบางภาวะจึงแนะนำให้ลดน้ำตาลลงไม่ใช่ให้งดเด็ดขาด นักวิชาการจากสมาคมหัวใจอเมริกันหรือ AHA แนะนำให้ผู้หญิงบริโภคน้ำตาลได้ไม่เกิน 100 กิโลแคลอรีต่อวันหรือ 6 ช้อนชา ส่วนผู้ชายบริโภคได้ไม่เกิน 150 กิโลแคลอรีต่อวันหรือไม่เกิน 9 ช้อนชา หมายความว่าไม่ควรได้รับน้ำตาลเกิน 5% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน การแนะนำลักษณะนี้ถือว่ายืดหยุ่นที่สุดแล้ว