6 ความเชื่อเรื่องสุขภาพกับหน้าหนาว คิดผิดคิดใหม่ได้แล้ว

6 ความเชื่อเรื่องสุขภาพกับหน้าหนาว คิดผิดคิดใหม่ได้แล้ว

 

อากาศหนาวแบบนี้ อาจทำเอาร่างกายหลาย ๆ คนย่ำแย่ไปได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถึงเวลาต้องมาดูแลสุขภาพตัวเองกันแล้วล่ะ แต่ถ้าใครมีความเชื่อเรื่องสุขภาพในหน้าหนาวดังที่เรานำมาบอกต่อไปนี้ ขอให้คิดใหม่ได้แล้วนะคะ

 

ความเชื่อ 1 : คุณเป็นหวัดเพราะอากาศหนาว

คุณอาจเคยได้ยินคำเตือนว่าเวลาอยู่ในสภาพอากาศหนาวนาน ๆ อาจทำให้คุณเป็นหวัด เรื่องนี้ไม่จริงเลย ไม่ว่าอากาศจะหนาว หัวจะเปียกหรือไม่เปียก การออกไปสัมผัสอากาศคือสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ในการป้องกันหวัด โดยที่สภาพอากาศไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียซึ่งมักจะแพร่กระจายในฤดูหนาวได้ง่าย เนื่องจากคนมักจะรวมกันอยู่ในอาคารหรือตามสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่า

 

ความเชื่อ 2 : ซุปร้อน ๆ จะช่วยบรรเทาหวัดได้

คุณแม่อาจเคยต้มซุปไก่ให้เรากินแก้หวัด แต่มันช่วยได้จริงมั้ยช่วยได้สิ เพราะซุปไก่นั้นมีผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน ด้วยการรวบรวมเม็ดเลือดขาวให้ต่อต้านเชื้อโรคในร่างกาย และจำเป็นอย่างมากในการฟื้นฟูอาการ ในขณะที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าเครื่องดื่มร้อนอื่น ๆ ช่วยระบบภูมิคุ้มกันได้หรือไม่ แต่การดื่มของเหลวร้อน ๆ อย่างเช่น ชา ก็จะช่วยลดอาการของหวัดบรรเทาปวดไซนัสและเจ็บคอได้ด้วย

 

ความเชื่อ 3 : เราต้องการเวลานอนมากขึ้นในฤดูหนาว

ยอมรับเสียเถิดว่าการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นช้าและตกเร็ว ทำให้คุณอยากฝังตัวอยู่ในที่นอนนานกว่าเดิม แต่ความรู้สึกง่วงนั้นไม่ได้ หมายความว่าคุณจะนอนมากว่าเดิมได้นะ ความรู้สึกอยากซุกในที่นอนอุ่น ๆ เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เราไม่ต้องการนอนมากไปกว่าที่จำเป็น ในทางกลับกัน การเข้านอนเร็วกว่าเดิมก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เพียงแต่มีการศึกษาบ่งชี้แล้วว่า การนอนนานเกินไป ก็อาจทำให้คุณรู้สึกเพลียในวันถัดมาได้

 

ความเชื่อ 4 : คุณไม่ต้องใช้ครีมกันแดดในฤดูหนาว

เพราะว่ามันหนาวเย็น คุณก็เลยนึกว่าไม่ต้องใช้ครีมกันแดดอย่างนั้นล่ะสิ ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน พระอาทิตย์กับรังสียูวีก็ยังอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่คุณต้องการก็คือ ครีมกันแดดที่กันทั้งรังสี UVA และ UVB โดยมี SPF อย่างน้อย 30 และมีส่วนผสมของสังกะสีหรือไทเทเนียม

 

ความเชื่อ 5 : ผิวแห้งเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว

อากาศหนาว ๆ เย็น ๆ แห้ง ๆ ผิวคุณอาจจะแห้งจนตกสะเก็ด คัน ไม่น่ามอง ฯลฯ แต่คุณควรปล่อยมันไม่แน่นเหรอ? อย่าเลย ผิวที่แห้งเกินขีดจำกัดอาจเป็นประตูสู่การติดเชื้อ ดังนั้น จึงจำเป็นมากที่จะต้องให้ผิวชุ่มชื้นเสมอ เมื่อผิวแห้งมันจะทำให้เกิดรอยแตกเล็ก ๆ ที่จะทำให้เชื้อโรคเข้ามาได้ อย่าลืมทามอยสเจอไรเซอร์วันละสองครั้งหลังอาบน้ำในตอนเช้าและก่อนจะเข้านอน ในบริเวณใดก็ตามที่ผิวมักจะแห้ง เช่น ขา และมือ

 

ความเชื่อ 6 : หน้าหนาวระวังภูมิแพ้

มีทั้งข่าวร้ายและข่าวดี สำหรับผู้เป็นภูมิแพ้ทั้งหลาย หากคุณแพ้เกสรดอกไม้ก็เป็นไปได้ว่าคุณจะไม่เป็นอะไรมากนัก แต่ถ้าคุณแพ้ตัวกระตุ้นในอาคาร อย่างเช่น ฝุ่นละอองจากมูลสัตว์ หรือปลวก อาการภูมิแพ้ของคุณก็อาจแย่ขึ้น นี่หมายความว่าการออกไปข้างนอกอาจไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้คุณคัดจมูกน้ำมูกไหล แต่เป็นการอยู่ในบ้านต่างหากที่ทำให้อาการของคุณแย่ลง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.kapook.com
(Photo Cr. flickr.com)

8 เรื่องน่ารู้ของน้ำยาระงับกลิ่นกาย

8 เรื่องน่ารู้ของน้ำยาระงับกลิ่นกาย

 

น้ำยาระงับกลิ่นกาย หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อ ดิโอโดแรนต์ (Deodorant) เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย จึงทำให้เราไม่มีกลิ่นตัว อีกทั้งน้ำยาระงับกลิ่นกายทั้งหลายก็มักจะใส่น้ำหอมเข้าไปด้วย ทำให้เรามีกลิ่นตัวหอม ๆ แทนกลิ่นเหงื่อ และกลิ่นไม่พึงประสงค์

แต่เชื่อได้เลยว่าคนที่ใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายอยู่ทุกวันนี้ ก็รู้ข้อมูลพื้นฐานของน้ำยาระงับกลิ่นกายอยู่แค่ไม่กี่อย่าง วันนี้เราก็เลยหอบเอา 8 เรื่องน่ารู้ของน้ำยาระงับกลิ่นกายจาก เว็บไซต์ฮัฟฟิงตันโพสต์ มาฝาก ขวดน้ำยาระงับกลิ่นกายเล็ก ๆ จะมีความลับอะไรซ่อนอยู่บ้าง มาดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

 

1. การระงับกลิ่นกายไม่ใช่เรื่องใหม่

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าน้ำยาระงับกลิ่นกายเป็นวิวัฒนาการของการดับกลิ่นตัวที่เพิ่งถูกค้นพบ แต่นิตยสารนิวยอร์ก ไทม์ ก็ได้ตีพิมพ์ประวัติศาสตร์ของชาวอียิปต์ ที่แสดงให้เห็นว่า ชาวอียิปต์โบราณมีศิลปะในการชำระล้างร่างกาย และเติมความหอมเพิ่มเสน่ห์ให้ตัวเองมาเนิ่นนานแล้ว และมีหลักฐานที่บอกว่า น้ำยาระงับกลิ่นกายยี่ห้อ Mum ซึ่งเป็นน้ำยาระงับกลิ่นกายยี่ห้อแรกของโลกมีจำหน่ายมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1888 เลยทีเดียว และอีก 15 ปีต่อมาก็มีผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อยี่ห้อ Everdry ออกมาจำหน่ายเป็นครั้งแรกของโลกเช่นกัน

 

2. น้ำยาระงับกลิ่นกายช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย

ความจริงแล้วเหงื่อไม่ใช่ตัวการที่ทำให้เกิดกลิ่นกายแต่อย่างใด เพราะเหงื่อเป็นน้ำใส ๆ ที่แทบจะไม่มีกลิ่นเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหงื่อไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นกาย เนื่องจากกลิ่นกายของเราเกิดมาจากการที่เชื้อแบคทีเรียเข้ามาผสมกับเหงื่อนั่นเอง ดังนั้นหากเราใช้น้ำยาระงับกลิ่นกาย ที่มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย กระบวนการที่ทำให้เกิดกลิ่นกายเหล่านี้ก็จะไม่เกิด และสารระงับเหงื่อที่ผสมอยู่ในน้ำยาระงับกลิ่นกายก็จะเข้าไปจัดการกับเม็ดเหงื่อที่ผุดออกมา ร่วมมือร่วมใจกันแบบนี้กลิ่นกายก็เลยหายเกลี้ยงยังไงล่ะ

 

3. สารระงับเหงื่อไม่ได้ช่วยยับยั้งการผลิตเหงื่อของร่างกายแต่อย่างใด

ต่อมเหงื่อผลิตเหงื่อออกมาทุกวัน วันละปริมาณเท่า ๆ กันเสมอ แต่สารระงับเหงื่อที่มีอยู่ในน้ำยาระงับกลิ่นกาย มีหน้าที่แค่ยับยั้งไม่ให้เหงื่อขับออกมาทางผิวหนังเท่านั้น ซึ่งก็จะช่วยให้เรารู้สึกว่าเหงื่อออกมาน้อยกว่าปกติ แต่ทั้งนี้องค์การอาหารและยาก็ออกมาชี้แจงว่า สารเคมีระงับเหงื่อก็ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายปราศจากเหงื่อแต่อย่างใด แค่ทำให้เรามีเหงื่อออกน้อยลงประมาณ20-30% เท่านั้นจ้า

 

4. ร่างกายสามารถต้านทานสารระงับเหงื่อได้

ในขณะที่สารระงับเหงื่อไปยับยั้งไม่ให้เหงื่อขับออกมาทางร่างกาย ระบบภายในร่างกายก็จะต่อต้านสารระงับเหงื่อเหล่านั้น ด้วยการขับเหงื่ออกไปยังต่อมอื่น ๆ แทน ฉะนั้นเพื่อป้องกันร่างกายต่อต้านสารระงับเหงื่อ ผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำให้เปลี่ยนยี่ห้อ หรือสูตรน้ำยาระงับกลิ่นกายทุก ๆ 6 เดือนนะจ๊ะ

 

5. น้ำยาระงับกลิ่นกายไม่แยกเพศหญิง หรือชาย

ร่างกายของเพศหญิงมีต่อมเหงื่อมากกว่าเพศชาย แต่แปลกตรงที่ต่อมเหงื่อในร่างกายเพศชายจะขับเหงื่อออกมามากกว่าต่อมเหงื่อของฝ่ายหญิง และนักวิจัยก็ได้ทำการทดลองแล้วว่า น้ำยาระงับกลิ่นกายของทุกยี่ห้อ มีสารระงับเหงื่อ และเคมีระงับกลิ่นกายในปริมาณเท่า ๆ กัน ซึ่งก็หมายความว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน ก็จะได้ใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายที่มีสรรพคุณไม่ต่างกัน ยกเว้นแค่กลิ่นน้ำหอม และแพคเกจที่ดูไม่เหมือนกันอย่างชัดเจนแค่นั้นเอง

 

6. คุณเป็นคนมีกลิ่นตัวไหม ดูได้จากขี้หู !

จริง ๆ แล้วบางคนก็ไม่ได้มีกลิ่นตัวแรงเท่าไร แต่ติดที่จะใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายเพิ่มความหอมให้ตัวเองเท่านั้น ซึ่งถ้าอยากจะรู้ว่าคุณควรจะใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายหรือเปล่า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สังเกตขี้หูของตัวเอง หากคุณเป็นคนที่มีขี้หูแห้ง เป็นลักษณะแผ่นสีขาว คุณไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายก็ได้ เนื่องจากคุณไม่ค่อยมีกลิ่นตัวเท่าไร แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีขี้หูสีคล้ำ แถมเหนียวและเปียก คุณจำเป็นต้องระงับกลิ่นกายของตัวเองแล้วล่ะ

 

7. คราบเหลือง ๆ ที่ติดอยู่ใต้วงแขนเสื้อมาจากอะลูมิเนียม

เนื่องจากในสารระงับเหงื่อ จะมีอะลูมิเนียมเป็นส่วนผสมอยู่ ซึ่งเจ้าอะลูมิเนียมอาจจะทำปฏิกิริยากับเหงื่อ ผิวหนัง เสื้อ น้ำยาซักผ้าที่ติดอยู่กับเสื้อ หรืออาจจะทำปฏิกิริยากับทุกอย่าง จนเป็นต้นเหตุของคราบเหลือง ๆ ที่ติดอยู่กับใต้วงแขนเสื้อของเรา ฉะนั้นหากคุณไม่ต้องการให้มีคราบสกปรกเหล่านี้ ก็ลองมองหาน้ำยาระงับกลิ่นกายที่ไม่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียมมาใช้แทนนะคะ

 

8. คุณสามารถทำน้ำยาระงับกลิ่นกายใช้เองได้

ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า น้ำมันสกัดจากพืชหลายชนิด และสารสกัดจากธรรมชาติหลายอย่าง มีสรรพคุณระงับกลิ่นกายได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งก็หมายความว่า คุณสามารถทำน้ำยาระงับกลิ่นกายจากสารสกัดธรรมชาติเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง อย่างสารส้มก็สามารถระงับกลิ่นกายได้อยู่หมัดเช่นกัน ดังนั้นหากคุณไม่ได้ติดใจกับกลิ่นหอม ๆ ของน้ำยาระงับกลิ่นกายที่มีขายตามท้องตลาด จะลองใช้สารส้มดับกลิ่นกายดูบ้างก็ได้ ประหยัดเงินไปได้หลายบาทเลยทีเดียวนะ

 

จากที่เคยใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายมานาน โดยที่ไม่รู้ข้อมูลตื้นลึกหนาบางของน้ำยาระงับกลิ่นกายกันเลย วันนี้เราก็ได้รู้จักกับน้ำยาระงับกลิ่นกายกันมากขึ้นแล้วเนอะ และเราก็หวังว่า ข้อมูลนี้น่าจะเป็นประโยชน์ให้คุณใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายได้อย่างคุ้มค่าและครอบคลุมมากขึ้นนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก www.kapook.com

อยากเติมโอเมก้า-3 ไม่ต้องทานแต่ปลาก็ได้ !

อยากเติมโอเมก้า-3 ไม่ต้องทานแต่ปลาก็ได้ !

 

กรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ช่วยพัฒนาสมองและการจดจำ แถมยังมีประโยชน์ต่อระบบประสาท และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายด้วยนั้น คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าคงหาทานได้จากปลาอย่างเดียว อย่างปลาทู ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอร์เรล ใช่ไหมล่ะอ๊ะ…แต่ถ้าเราไม่ชอบทานปลา หรือเป็นคนแพ้อาหารทะเลล่ะ ก็ใช่ว่าจะหาทานกรดไขมันโอเมก้า-3 จากแหล่งอื่นไม่ได้นะ ลองมาทำความรู้จักกับอาหารเหล่านี้ ที่จะช่วยเติมโอเมก้า-3 ให้ร่างกายของคุณ

 

1. น้ำมันคาโนลา : เคยได้ยินชื่อว่าเป็นน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพ แล้วรู้ไหมว่าน้ำมันชนิดนี้มีประโยชน์อย่างไร? ขอบอกเลยว่า ถ้าถามหากรดไขมันโอเมก้า-3 แล้วล่ะก็ ต้องนึกถึงน้ำมันคาโนลาไว้เลยค่ะ เพราะน้ำมันชนิดนี้มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่สูงมาก ๆ คือมีโอเมก้า-3 ชนิดอัลฟ่าไลโนเลอิก หรือ ALA ประมาณ 1,300 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนโต๊ะ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสถาบันทางการแพทย์จะแนะนำให้ผู้ชายทานกรดไขมันโอเมก้า-3 วันละอย่างน้อย 1,100 มิลลิกรัม ส่วนผู้หญิงวันละ 1,600 มิลลิกรัม แต่แค่น้ำมันคาโนลา 1 ช้อนโต๊ะ ก็ให้ ALA สูงเกือบเท่าความต้องการใน 1 วันเลยเห็นไหม

นอกจากนี้ น้ำมันคาโนลายังเหมาะแก่การนำมาประกอบอาหารด้วยล่ะ เพราะมีจุดเกิดควันสูงมากถึง 468 องศาฟาเรนไฮต์ (242.2 องศาเซลเซียส) ซึ่งอย่างที่รู้กันว่า น้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูงจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับสารก่อมะเร็งที่มีในควันน้ำมันเมื่อทำอาหารประเภทผัดหรือทอด

 

2. เมล็กแฟลกซ์ หรือน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ : ในเมล็ดแฟลกซ์ หรือเมล็ดลินินก็มีกรดอัลฟ่าไลโนเลอิก หรือ ALA อยู่เหมือนกัน เมื่อทานเข้าไปก็จะเปลี่ยนเป็นชนิด DHA และ EPA เพียงแค่ทานเมล็ดแฟลกซ์ 2 ช้อนโต๊ะ ก็จะได้รับ ALA สูงถึง 3,800 มิลลิกรัมแล้ว โดยอาจจะโรยทานกับขนมปัง หรือผสมในสมูทตี้แก้วอร่อยของคุณก็ได้นะ

 

3. ถั่วแระ : ถั่วแระครึ่งถ้วยที่นำไปต้มจะให้โอเมก้า-3 ถึง 300 มิลลิกรัม แถมยังมีโปรตีน 11 กรัม ไฟเบอร์ 9 กรัม ถือเป็นของว่างชั้นเลิศ ทานแล้วได้ประโยชน์ ไม่อ้วนชัวร์

 

4. วอลนัท : ถั่วเปลือกแข็งอย่างวอลนัท นอกจากจะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพหัวใจแล้ว วอลนัทในปริมาณ 30 กรัม ยังให้โอเมก้า-3 ถึง 2,600 มิลลิกรัมเลยนะ ซึ่งถ้าไม่อยากทานวอลนัทเป็นของกินเล่น ก็ลองนำวอลนัทไปผัดกับอาหาร หรือใช้น้ำมันวอลนัททำอาหารแทนก็เข้าท่าอยู่

 

5. ผลิตภัณฑ์จากนม : เชื่อไหมว่า ในน้ำนมวัว แพะ แกะ ที่ผู้เลี้ยงให้กินหญ้าตามธรรมชาติ จะมีกรดโอเมก้า-3 มากกว่าวัว แพะ แกะที่เลี้ยงด้วยอาหารสังเคราะห์ถึง 100 มิลลิกรัมต่อ 240 มิลลิลิตร ดังนั้นเวลาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมทั้งหลายลองอ่านฉลากดูหน่อยว่า มีกรดโอเมก้า-3 อยู่มากน้อยแค่ไหน

 

6. ผักโขม : ผักโขมแสนอร่อยที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ โอเมก้า-3 ด้วยล่ะ เพียงแค่ครึ่งถ้วยก็ให้โอเมก้า-3 ประมาณ 100 มิลลิกรัมแล้ว นำมาต้มกินเป็นประจำ รับรองสมองสดใส ความจำเยี่ยม !

 

7. ถั่วเหลือง : แหล่งโปรตีนชั้นเลิศอย่างถั่วเหลืองก็มีกรดไขมันโอเมก้า-3 อยู่เหมือนกันนะ เพราะฉะนั้น เลือกทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองอย่างเต้าหู้ ซึ่งเต้าหู้ประมาณ 120 กรัมจะให้โอเมก้า-3 ถึง 300 มิลลิกรัมเลย หรือจะดื่มนมถั่วเหลืองก็ได้ ดื่มเพียงวันละ 1 แก้ว ร่างกายก็ได้รับปริมาณโอเมก้า-3 ที่เพียงพอแล้วค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.kapook.com

น้ำมะพร้าว ช่วยชะลอเหี่ยว ฟื้นตัวอย่างเร่งด่วน

น้ำมะพร้าว ช่วยชะลอเหี่ยว ฟื้นตัวอย่างเร่งด่วน

 

รู้ประโยชน์หลากหลายของน้ำมะพร้าว เปรียบเป็นเครื่องดื่มเสริมพลังจากธรรมชาติ

อากาศร้อนจัดอย่างนี้ ใครที่ต้องตากแดดหรือทำงานกลางแจ้ง คงสูญเสียเหงื่อกันมากและรู้สึกอ่อนเพลียจากสภาพอากาศด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนมักนึกถึงเครื่องดื่มเกลือแร่ที่จะช่วยชดเชยน้ำ เกลือแร่ และพลังงานให้กับร่างกาย เพื่อเรียกคืนความกระปรี้กระเปร่า สดชื่น และทำงานต่อได้อย่างไม่รู้สึกเพลีย สำหรับผู้ที่รักสุขภาพแล้ว คงอยากหาเครื่องดื่มที่คัดสรรมาจากธรรมชาติ แทนเครื่องดื่มเกลือแร่ที่มีทั้งการแต่งเติมสีและกลิ่น เต็มไปด้วยสารเคมี
ให้ลองหันมามอง “สปอร์ต ดริ้งค์” (sport drink) หรือ “เอนเนอจี้ ดริ้งค์” (energy drink) เครื่องดื่มเสริมพลังจากธรรมชาติอย่าง “น้ำมะพร้าว” ที่แสนจะหาทานได้ง่ายในบ้านเรากันดีกว่าค่ะ มาดูกันเลยว่า น้ำมะพร้าวนั้นมีสารอาหารอะไร และให้ประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้าง…

มะพร้าวถือเป็นพืชที่ปลอดสารพิษชนิดหนึ่ง เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้สารเคมีในการปลูกมะพร้าวน้อยมาก ในส่วนของน้ำมะพร้าวอ่อนนั้น มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะประกอบไปด้วย แคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี บี2 บี5 และบี6 กรดโฟลิก กรดอะมิโน และฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง แถมมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันทีอีกด้วย น้ำมะพร้าวยังมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง แถมการดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ฮอร์โมนเอสโตรเจนในน้ำมะพร้าว ยังช่วยเสริมการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ชะลอริ้วรอยก่อนวัย และยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย จึงช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ จึงจัดเป็นเครื่องดื่มเติมพลังหลังจากเสียเหงื่อ เสียน้ำ เสียเกลือแร่ ยิ่งในประเทศไต้หวันและจีน นิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย นอกจากนั้น น้ำมะพร้าวอ่อน ตามตำราแพทย์แผนไทยใช้เป็นยา มีสรรพคุณช่วยลดอาการไข้สูง ปวดหัวตัวร้อน ให้บรรเทาลงได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นยาบำรุงกำลังคนไข้ให้มีเรี่ยวแรงดีขึ้น วิธีการดื่มน้ำมะพร้าวให้ได้ประโยชน์สูงสุด ต้องดื่มทันทีเมื่อเปิดลูกแล้ว ไม่ควรทิ้งไว้นาน โดยเฉพาะในอุณหภูมิห้อง เพราะในน้ำมะพร้าวมีน้ำตาลและแร่ธาตุที่เป็นปัจจัยในการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้ดี หากเปิดลูกแล้วทิ้งไว้ อาจทำให้น้ำมะพร้าวนั้นเปรี้ยว และเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์ได้

อ้างอิงจาก สุขภาพดอดคอม

มหัศจรรย์แห่งการเดิน

มหัศจรรย์แห่งการเดิน

 

การดำเนินชีวิตที่ช้าลงด้วยการเดินให้อะไรดี ๆ มากกว่าที่คุณคิด โดยเฉพาะทางด้านสุขภาพ มีผลวิจัยมากมายช่วยยืนยัน ได้ว่าการเดินนั้นเป็นยาขนานเอกสำหรับสุขภาวะในร่างกายที่หลายคนอาจมองข้าม ด้วยเหตุนี้ 24/7 จึงขอเป็นเพื่อนเดินอยู่ข้าง ๆ เพื่อที่จะค่อย ๆ สะกิดให้คุณเห็นว่าการเดินนั้นหนาช่างมหัศจรรย์จริง ๆ

 

เดิน เบิร์น ไขมัน

การเดินนั้นแทบจะเป็นวิธีการออกกำลังกายเดียวที่ถูกสอดแทรกเข้าไปในชีวิตประจำวันโดยที่คุณก็แทบไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าคุณรู้จักการเดินที่ถูกวิธี รับรองว่าหุ่นสวยแน่ ๆ ว่าแต่จะเดินอย่างไรให้เบิร์นไขมันอย่างได้ผล เรามีคำแนะนำมาฝากกัน

  • ใส่ใจกับการวางท่า ทำให้ไหล่และแผ่นหลังอยู่ในภาวะที่สบาย สายตามองตรงไปข้างหน้า ปรับระดับคางให้เชิดในระดับตรง
  • สังเกตอัตราหัวใจ ควบคุมให้อัตราการเดินสัมพันธ์กับการเต้นของหัวใจ พยายามเดินให้กระฉับกระเฉง อัตราการเต้นของหัวใจที่ดีจะช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ถ่วงน้ำหนัก สวมเสื้อกล้ามที่มีน้ำหนักสักนิดหนึ่ง หรือไม่ก็หากระเป๋าเป้มาสะพายหลังระหว่างเดิน จะช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายได้ดีขึ้น แต่ให้หลีกเลี่ยงการถือของหนักด้วยมือ หรือหาอะไรมาถ่วงข้อเท้าขณะเดิน
  • แกว่งแขนเป็นวงสวย ขณะเดินพยายามให้ข้อศอกทำมุม 90 องศา แกว่งวงแขนไปข้างหน้าและข้างหลังโดยให้องศาข้อศอกอยู่ในระดับคงที่
  • เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง ลองเกร็งกล้ามเนื้อท้องบ่อย ๆ ในขณะที่เดินจะช่วยลดพุงได้
  • สะโพกส่ายพองาม เวลาเดินกล้ามเนื้อส่วนสะโพกจะเคลื่อนย้ายไปด้วย เพียงควบคุมส่วนสะโพกให้ส่ายไปตามจังหวะการเดินอย่างพองาม จะช่วยให้กล้ามเนื้อสะโพกเฟิร์มขึ้น
  • เกร็งขาอ่อนส่วนหลัง การสร้างกล้ามเนื้อให้เกิดขึ้นบริเวณขาอ่อนส่วนหลังขณะเดินก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ส่งเสริมให้หุ่นของเราฟิตแอนด์เฟิร์มมากขึ้น โดยเฉพาะเชพส่วนสะโพก
  • ยกเข่าเป็นจังหวะ ขณะเดินให้ยกเข่าเป็นจังหวะ เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่งต้องหยุดพักเข่าบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ
  • สาวก้าวยาว ๆ เดินด้วยเท้าก้าวยาว ๆ เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อทั้งส่วนในละนอกบริเวณข้อเท้า
  • เดินบนพื้นไม่เรียบ หมายความว่าให้คุณออกกำลังกายด้วยการเดินอยู่บนผืนหญ้า ผืนทราย ผืนกรวด พื้นหิน หรือพื้นทางเดินที่ถูกจัดขึ้นไว้ให้เป็นพิเศษสำหรับการเดิน
  • เท้ากับการเดิน เดินโดยให้ส้นเท้าสัมผัสเป็นพื้นเป็นส่วนแรก ก่อนจะปรับเท้าให้โค้งเพื่อส่งน้ำหนักไปที่เท้าส่วนหน้านิ้วเท้าจะช่วยผลักให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างสมดุล

 

เดินดี ๆ มีกำไร

เมื่อนำการเดินมาแจกแจงว่าสามารถช่วยอะไรได้บ้าง เราก็พบว่าประโยชน์ของการเดินนั้นมีมากมายเกินหน้ากระดาษจริง ๆ แต่พอจะสรุปโดยย่อได้ว่า

  • เพิ่มสารเอ็นดอร์ฟินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยลดความตึงเครียด ความโกรธ ความเหนื่อยล้า และความวิตกกังวล
  • ลดอาการเจ็บป่วย
  • เพิ่มกล้ามเนื้อส่วนแขนและไหล่ แถมซิกแพ็คให้ด้วยในผู้ชาย
  • เสริมสร้างกระดูกและกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต
  • อวัยวะส่วนขาแข็งแรงขึ้น
  • บรรเทาอาการต้อหิน
  • ป้องกันการเป็นอัลไซเมอร์ได้มากกว่าคนปกติ

 

รู้หรือไม่

  • ชาวยุโรปในแถวสแกนดิเวีย หรือทางขั้วโลก ใช้วิธีการเดินเพื่อเผาผลาญไขมันเกือบ 50%
  • การเดินเร็วหรือจ็อกกิ้งและการเดินขึ้นลงบันไดช่วยเผาผลาญไขมันได้มากกว่าเมื่อเทียบกับการเดินปกติ
  • เพียงแค่ 30 นาทีต่อวัน ใน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่คุณใช้เวลากับการเดิน ก็สามารถช่วยเพิ่มขีดความสุขและสุขภาพที่ดีได้แล้ว
  • การเดินสามารถป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ได้ถึง 31% ในผู้หญิง

 

Amazing Number

  • 7,192 คือ ค่าเฉลี่ยของจำนวนก้าวในการเดินต่อวันของผู้ชาย
  • 5,210 คือ ค่าเฉลี่ยของจำนวนก้าวในการเดินต่อวันของผู้หญิง
  • 100 คือ แคลอรี่ที่สะสมในร่างกายสามารถถูกเผาผลาญได้ด้วยการเดินเป็นระยะทาง 1 ไมล์
  • 150 คือ ก้าวที่เราเดินเท่ากับ 1 นาทีของการว่ายน้ำและการปั่นจักรยาน
  • 100 ก้าวที่เราเดินเท่ากับ 1 นาทีของการยกน้ำหนัก
  • 200 ก้าวที่เราเดินเท่ากับ 1 นาทีของการไถลโรลเลอร์สเก็ต

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.kapook.com