ผลงานวิจัยสบู่ดิน

ผลงานวิจัยสบู่ดิน

 

ความเป็นมา

มุสลิมโดยทั่วไปในปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากสิ่งที่ไม่อนุมัติทางศาสนา (หะรอม) โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุสลิมในประเทศที่มิใช่มุสลิม เช่นประเทศไทย สิ่งปนเปื้อนหรือสิ่งหะรอมที่สำคัญกลุ่มหนึ่งอยู่ในรูปแบบของสิ่งสกปรกที่เรียกว่า “นญิส” ซึ่งอิสลามมีข้อ กำหนดว่า นญิส มีอยู่ 3 ชนิด โดยนญิสชนิดที่ 3จัดเป็นนญิสชนิดหนัก ได้แก่ สุกร สุนัขหรือสัตว์ที่เกิดด้วยการผสมพันธุ์กับสุนัขหรือสุกรและทุกสิ่งอันเนื่องมาจากสัตว์ดังกล่าวนี้ ซึ่งวิธีล้างนญิสชนิดนี้ให้ชำระล้างนญิสออกให้หมดเสียก่อน แล้วจึงล้างด้วยน้ำสะอาดให้ไหลผ่าน 7ครั้ง แต่ 1 ใน 7 ครั้ง ต้องเป็นน้ำดินที่สะอาดตามบัญญัติศาสนาอิสลามและน้ำนั้นต้องมีสภาพขุ่นแขวนลอยโดยแนะนำให้ใช้น้ำดินล้างในครั้งแรก ซึ่งประเด็นการล้างที่ว่านี้เป็นปัญหาค่อนข้างมากเพราะไม่รู้ว่าต้องใช้น้ำดินแบบไหน และใช้ดินอะไร

โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนสถานประกอบการ ที่ประสงค์ขอรับการรับรองฮาลาลส่วนใหญ่ในประเทศไทย ดำเนินการโดยผู้ที่มิใช้มุสลิม แม้จะมีการวางระบบการผลิตอาหารฮาลาลอย่างถูกต้อง แต่การปนเปื้อนนญิสชนิดหนักกับบุคลากรที่มิใช่มุสลิมเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการบริโภคอาหารประจำวันของบุคลากรเหล่านี้ แม้ระบบอุตสาหกรรมจะกำหนดให้มีการชำระล้างมือทุกครั้งก่อนผ่านเข้าโรงงานและสายการผลิต แต่การชำระล้างด้วยสบู่ธรรมดากลายเป็นประเด็นคำถามว่าใช้ได้หรือไม่ หลักการอิสลามอนุโลมให้มีการ ปน เปื้อนได้แม้จะเป็นนญิสชนิดหนัก โดยกำหนดวิธีการชำระล้างไว้ชัดเจน แต่ความที่มีปัญหาการตีความค่อนข้างมากในชนิดของน้ำดินตลอดจนวิธีการชำระล้างส่งผลให้การอนุโลมตามหลักการทำได้ยาก ซึ่งคณะกรรมการอิสลามที่ดูแลรับผิดชอบไม่ยินยอมให้มีการปนเปื้อนนญีส ชนิด หนัก

เนื่องจากประเด็นปัญหาการชำระล้างดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นที่มาของการคิดค้นและพัฒนาสบู่ดินของศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครมีส่วนร่วมในการพัฒนา อีกทั้งมีการตัดสินทางด้านศาสนาอิสลาม (Fatwa) ออกมาแล้วว่า สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง อันจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาที่เป็นข้อกังวลใจของนักวิชาการอิสลามและอุตสาหกรรมได้ทั้งหมด

 

คุณสมบัติ

สบู่”อันนาดา” /”ฮาล-คลีน” เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความคงตัวดี มีประสิทธิภาพในการชำระล้างเหนือกว่าผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดทั่วไป และยังไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ นอกจากนั้นยังมีข้อดีเหนือกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป คือ ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการประจำ กรุงเทพมหานคร ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถชำระล้างสิ่งสกปรกตามหลักศาสนาอิสลาม (นญิส) ได้ อีกทั้งยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อีกด้วย สามารถใช้ในรูปแบบสบู่เหลวอาบน้ำ สบู่ล้างมือ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไป

 

วิธีใช้

ตวงสบู่เหลวไม่น้อยกว่า 3 ช้อนโต๊ะ เติมลงในน้ำ 10 ลิตร (ครึ่งถังเล็ก) คนให้ขุ่น ชำระล้างภาชนะหรืออุปกรณ์ ให้น้ำขุ่นไหลผ่าน 1 ครั้ง ล้างด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านอีก 6 ครั้งหรือ
บีบสบู่ใส่มือหรือภาชนะ ชำระล้างให้น้ำขุ่นไหลผ่าน 1 ครั้ง ล้างด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านอีก 6 ครั้ง โดยในแต่ละครั้งต้องปราศจาก สี กลิ่น รส ของสิ่งที่ปนเปื้อน

 

aw01outer

 

แนะนำโดย อาจารย์ทองคำ มะหะหมัด ประธานผู้ทรงคุณวุฒิด้านศาสนาอิสลาม คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร

งานวิจัยฉบับตีพิมพ์
http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/j.1468-2494.2008.00484.x/pdf
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19175431

คุณประโยชน์ของเดือนรอมฎอน

คุณประโยชน์ของเดือนรอมฎอน

 

รอมฎอนเป็นเดือนแห่งความดีและความจำเริญ ซึ่งอัลลอฮฺ มอบให้โดยเฉพาะสำหรับเดือนนี้ ด้วยคุณประโยชน์อันมากมายและชัดแจ้งดังต่อไปนี้

 

1. เดือนแห่งอัลกุรอาน
อัลลอฮฺ ๐ ทรงประทานคัมภีร์อันทรงเกียรติของพระองค์มาเพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องแก่มวลมนุษย์ และเป็นการเยียวยาบำบัดสำหรับบรรดามุอฺมินผู้ศรัทธา และเป็นการชี้นำไปสู่แนวทางที่เที่ยงตรงยิ่ง และชี้แนะแนวทางแห่งการมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ในค่ำคืนอันมหาประเสริฐคืนอัลก็อดรฺ พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า ฎอนเป็นเดือนแห่งความดีและความจำเริญ ซึ่งอัลลอฮฺ มอบให้โดยเฉพาะสำหรับเดือนนี้ ด้วยคุณประโยชน์อันมากมายและชัดแจ้งดังต่อไปนี้ ความว่า “เดือนรอมฎอนซึ่งอัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนนั้น เพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องแก่มวลมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดแจ้งเกี่ยวกับข้อแนะนำ และการจำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอดในเดือนนั้น” นักตัฟซีรมีความเห็นจากอายะฮฺดังกล่าวข้างต้นว่า สาเหตุแห่งการเลือกเดือนรอมฎอน เพื่อให้เป็นเดือนแห่งการถือศีลอดก็คือ การประทานอัลกุรอานลงมาในเดือนนั้น

2. บรรดาชัยฏอนถูกพันธนาการและประตูต่างๆ ของนรกถูกปิด ประตูต่างๆ ของสวรรค์ถูกเปิด
ในเดือนอันศิริมงคลนี้ความชั่วต่างๆ จะลดน้อยลงในแผ่นดิน โดยที่บรรดาหัวหน้าชัยฏอนจะถูกล่ามโซ่ และถูกพันธนาการ ดังนั้นพวกมันจะไม่มีช่องทางที่จะล่อลวงหรือชักชวนมนุษย์ให้กระทำความผิดหรือความชั่วได้ เพราะบรรดามุสลิมกำลังมีภาระกิจอยู่กับการถือศีลอด ซึ่งจะขจัดหรือปราบปรามความใคร่ต่างๆ ให้หมดสิ้นไปด้วยการอ่านอัลกุรอาน และการทำอิบาดะฮฺชนิดต่างๆ ซึ่งจะอบรมและขัดเกลาจิตใจของเขา พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า

ความว่า “การถือศีลอดถูกบัญญัติแก่พวกเจ้า เช่นเดียวกับที่ได้ถูกบัญญัติแก่ประชาชาติก่อนพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้ยำเกรง” ดังนั้นประตูต่างๆ ของนรกจึงถูกปิด และประตูต่างๆ ของสวรรค์จึงถูกเปิด ทั้งนี้เพราะการงานที่ดีมีอยู่มากมาย และคำพูดที่ดีก็เพิ่มพูนอย่างสมบูรณ์ ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า ความว่า “เมื่อเดือนรอมฎอนมาถึง ประตูต่างๆ ของสวรรค์ก็ถูกเปิด และประตูต่างๆ ของนรกก็ถูกปิด และบรรดาชัยฏอนก็ถูกพันธนาการไว้” ดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในคืนแรกของเดือนรอมฎอน

ดังคำกล่าวของท่านนะบี ความว่า “ในคืนแรกของเดือนรอมฎอน บรรดาชัยฏอนและหัวหน้าญินจะถูกพันธนาการ ประตูต่างๆ ของนรกจะถูกปิดจะไม่มีประตูใดๆ ถูกเปิดขึ้น จะไม่มีประตูใดๆ ถูกปิด และผู้เรียกร้องจะร้องเรียกขึ้นว่า โอ้ผู้ปรารถนาความดีจงมาที่นี่ และโอ้ผู้ปรารถนาความชั่วจงเก็บกักตัว และเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺที่จะปลดปล่อยบ่าวบางคนของพระองค์ ให้พ้นจากไฟนรกในทุกๆ คืน”

3. คืนอัลก็อดรฺ
การที่อัลลอฮฺ ๐ ทรงเลือกเดือนรอมฎอน เพราะอัลกุรอานุลกรีมถูกประทานลงมาในเดือนนั้น ในการนี้เราอาจจะได้รับความดีหรือผลประโยชน์สองประการในเดือนมหาจำเริญนี้
ก. วันที่ประเสริฐยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺ คือวันที่อยู่ในเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีกิจกรรมพิเศษให้เพิ่มมากขึ้น ในการนี้จะมีหลักฐานยืนยันถึงการแสวงหาค่ำคืนอัลก็อดรฺด้วยการเจาะจงให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการกระทำความดี ซึ่งจะได้กล่าวถึงเป็นรายละเอียดในบทที่เกี่ยวกับคืนอัลก็อดรฺต่อไป
ข. อัลเนี๊อะมัต หรือความโปรดปรานนั้น เมื่อบรรดามุสลิมได้รับแล้ว จำเป็นที่พวกเขาจะต้องขอบคุณต่ออัลลอฮฺ ๐ ด้วยการปฏิบัติภาระกิจให้มากยิ่งขึ้น หลักฐานที่พอจะนำมายืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือคำตรัสของอัลลอฮฺ ๐ หลังจากความโปรดปรานเมื่อสิ้นสุดลงของเดือนแห่งการถือศีลอดแล้วคือ ความว่า “และเพื่อพวกเจ้าจะได้ให้ครบถ้วนจำนวน (แห่งการถือศีลอด) และเพื่อพวกเจ้าจะได้แซ่ซร้องความเกรียงไกรแด่อัลลอฮฺในการที่พระองค์ทรงชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องแก่พวกเจ้า และเพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ” และหวังจากความโปรดปรานเมื่อการทำพิธีฮัจย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว ดังคำตรัสของพระองค์ที่ว่า ความว่า “ครั้นเมื่อพวกเจ้าประกอบพิธีฮัจย์ของพวกเจ้าเสร็จแล้วก็จงกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺ ดังที่พวกเจ้ากล่าวรำลึกถึงบรรพบุรุษของพวกเจ้า หรือกล่าวรำลึกถึงให้มากยิ่งกว่า”
จาก www.muslimthai.com

เพิ่มผลบุญกันต่อในเดือนเชาวาล (บวช 6)

เพิ่มผลบุญกันต่อในเดือนเชาวาล (บวช 6)

 

 

รอมฎอนเพิ่งจากเราไป แต่กลิ่นอายความเมตตาจากพระองค์อัลลอฮฺ(ซบ.) ยังคงไม่จางหาย เราสามารถทำความดีปฏิบัติอามั้ลอิบาดะห์เก็บเกี่ยวผลบุญได้ทุกวัน ไม่เฉพาะเดือนรอมฎอน แท้จริงแล้วอัลลอฮฺคือผู้ทรงเมตตาเสมอ

เมื่อสิ้นสุดเดือนรอมฎอนก็ยังมีภารกิจที่ส่งเสริมให้ทำเพื่อเสริมสร้างให้ภารกิจหลักในการถือศีลอดรอมฎอนนั้นเพิ่มทวีผลบุญมากยิ่งขึ้น ท่านศาสนทูตมูฮัมหมัด(ซ.ล.) เคยกล่าวว่า “ผู้ใดถือศีลอดเดือนรอมฎอนแล้วถือศีลอดติดตามอีก 6 วันของเดือนเชาวาล เสมือนกับว่าเขาถือศีลอดตลอดปี”

เดือนเชาวาลเป็นเดือนถัดจากรอมฎอน “เชาวาล” หมายความว่า เพิ่มพูล เนื่องจากว่ามันคือเดือนแห่งการเพิ่มพูลซึ่งอามั้ลต่างๆ ของเดือนรอมฎอนด้วยการถือศีลอดต่ออีก 6 วันในเดือนนี้
การถือศีลอดเชาวาลเป็นช่วงสั้นๆ บ้านเรามักเรียกติดปากว่า “บวชหก” และไม่จำเป็นต้องถือติดต่อกันทุกวันก็ได้ เพียงแต่ที่นิยมถือติดต่อกันเพราะว่ากระเพาะเคยชินครั้นตั้งแต่รอมฎอนนัยว่าอิงเรื่องสุขภาพไปด้วย ดังที่ท่านศาสดา (ซ.ล) ไม่ได้ระบุว่าการถือศีลอด 6 วันในเดือนเซาวาลนี้จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง หรือว่าสลับกันด้วยเหตุดังกล่าวการถือศีลอด 6 วัน ดังปรากฎอยู่ในหะดิษบทนี้จึงสามารถทำได้ทั้งอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 6 วันหรือสลับๆกันไปจนครบ 6 วัน

ส่วนกรณีของผู้ที่ถือศีลอดรอมฎอนยังไม่ครบ ตามหลักการให้ถือศีลอดใช้ให้ครบเสียก่อนที่จะถือบวชหก และหากใครไม่บวชหกก็ไม่ถือว่าผิดบาปเพราะเป็นเรื่องสมัครใจ เพียงแต่เสียดายผลตอบแทนที่จะได้รับ เพราะสวนสวรรค์ของพระองค์มิใช่ง่ายๆ ที่ทุกคนจะได้รับเพียงแต่ต้องแลกด้วยกับความอุสาหะพากเพียร เพื่อเข้าใกล้อัลลอฮฺ (ซบ.)

นอกจากนี้ พระเมตตาของพระองค์ยังไม่สิ้นสุด ยังมีข้อผ่อนผันสำหรับมนุษย์ผู้อ่อนแอ อาทิ คนป่วยไข้ คนเดินทาง ในบางกรณีที่ยกตัวอย่างไปนั้นก็ให้ถือศีลอดใช้ให้ครบ ชายหรือหญิงชราเมื่อทั้งสองไม่สามารถจะถือศีลอดได้ และโรคที่เป็นไม่สามารถหายขาดได้เลย เช่นเดียวกับหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมลูก หากเธอเกรงกลัวว่าจะเกิดโทษแก่ตัวเองหรือเด็กในครรภ์แล้ว ก็ให้จ่ายอาหารแก่คนยากจนขัดสนแทนทุกวันครบเดือนรอมฎอน ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่หลบเลี่ยงไม่ทดลองถือศีลอดก่อน เพราะบางทีร่างกายที่เราคิดว่าอดข้าวอดน้ำไม่ไหว อัลลอฮฺจะทรงประทานความช่วยเหลือให้ถือศีลอดตลอดเดือนก็เป็นได้ นี่แหละ! ความกรุณาปรานีต่อบ่าวของพระองค์เสมอ

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.thaimuslim.com

 

6 ความเชื่อเรื่องสุขภาพกับหน้าหนาว คิดผิดคิดใหม่ได้แล้ว

6 ความเชื่อเรื่องสุขภาพกับหน้าหนาว คิดผิดคิดใหม่ได้แล้ว

 

อากาศหนาวแบบนี้ อาจทำเอาร่างกายหลาย ๆ คนย่ำแย่ไปได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถึงเวลาต้องมาดูแลสุขภาพตัวเองกันแล้วล่ะ แต่ถ้าใครมีความเชื่อเรื่องสุขภาพในหน้าหนาวดังที่เรานำมาบอกต่อไปนี้ ขอให้คิดใหม่ได้แล้วนะคะ

 

ความเชื่อ 1 : คุณเป็นหวัดเพราะอากาศหนาว

คุณอาจเคยได้ยินคำเตือนว่าเวลาอยู่ในสภาพอากาศหนาวนาน ๆ อาจทำให้คุณเป็นหวัด เรื่องนี้ไม่จริงเลย ไม่ว่าอากาศจะหนาว หัวจะเปียกหรือไม่เปียก การออกไปสัมผัสอากาศคือสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ในการป้องกันหวัด โดยที่สภาพอากาศไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียซึ่งมักจะแพร่กระจายในฤดูหนาวได้ง่าย เนื่องจากคนมักจะรวมกันอยู่ในอาคารหรือตามสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่า

 

ความเชื่อ 2 : ซุปร้อน ๆ จะช่วยบรรเทาหวัดได้

คุณแม่อาจเคยต้มซุปไก่ให้เรากินแก้หวัด แต่มันช่วยได้จริงมั้ยช่วยได้สิ เพราะซุปไก่นั้นมีผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน ด้วยการรวบรวมเม็ดเลือดขาวให้ต่อต้านเชื้อโรคในร่างกาย และจำเป็นอย่างมากในการฟื้นฟูอาการ ในขณะที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าเครื่องดื่มร้อนอื่น ๆ ช่วยระบบภูมิคุ้มกันได้หรือไม่ แต่การดื่มของเหลวร้อน ๆ อย่างเช่น ชา ก็จะช่วยลดอาการของหวัดบรรเทาปวดไซนัสและเจ็บคอได้ด้วย

 

ความเชื่อ 3 : เราต้องการเวลานอนมากขึ้นในฤดูหนาว

ยอมรับเสียเถิดว่าการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นช้าและตกเร็ว ทำให้คุณอยากฝังตัวอยู่ในที่นอนนานกว่าเดิม แต่ความรู้สึกง่วงนั้นไม่ได้ หมายความว่าคุณจะนอนมากว่าเดิมได้นะ ความรู้สึกอยากซุกในที่นอนอุ่น ๆ เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เราไม่ต้องการนอนมากไปกว่าที่จำเป็น ในทางกลับกัน การเข้านอนเร็วกว่าเดิมก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เพียงแต่มีการศึกษาบ่งชี้แล้วว่า การนอนนานเกินไป ก็อาจทำให้คุณรู้สึกเพลียในวันถัดมาได้

 

ความเชื่อ 4 : คุณไม่ต้องใช้ครีมกันแดดในฤดูหนาว

เพราะว่ามันหนาวเย็น คุณก็เลยนึกว่าไม่ต้องใช้ครีมกันแดดอย่างนั้นล่ะสิ ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน พระอาทิตย์กับรังสียูวีก็ยังอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่คุณต้องการก็คือ ครีมกันแดดที่กันทั้งรังสี UVA และ UVB โดยมี SPF อย่างน้อย 30 และมีส่วนผสมของสังกะสีหรือไทเทเนียม

 

ความเชื่อ 5 : ผิวแห้งเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว

อากาศหนาว ๆ เย็น ๆ แห้ง ๆ ผิวคุณอาจจะแห้งจนตกสะเก็ด คัน ไม่น่ามอง ฯลฯ แต่คุณควรปล่อยมันไม่แน่นเหรอ? อย่าเลย ผิวที่แห้งเกินขีดจำกัดอาจเป็นประตูสู่การติดเชื้อ ดังนั้น จึงจำเป็นมากที่จะต้องให้ผิวชุ่มชื้นเสมอ เมื่อผิวแห้งมันจะทำให้เกิดรอยแตกเล็ก ๆ ที่จะทำให้เชื้อโรคเข้ามาได้ อย่าลืมทามอยสเจอไรเซอร์วันละสองครั้งหลังอาบน้ำในตอนเช้าและก่อนจะเข้านอน ในบริเวณใดก็ตามที่ผิวมักจะแห้ง เช่น ขา และมือ

 

ความเชื่อ 6 : หน้าหนาวระวังภูมิแพ้

มีทั้งข่าวร้ายและข่าวดี สำหรับผู้เป็นภูมิแพ้ทั้งหลาย หากคุณแพ้เกสรดอกไม้ก็เป็นไปได้ว่าคุณจะไม่เป็นอะไรมากนัก แต่ถ้าคุณแพ้ตัวกระตุ้นในอาคาร อย่างเช่น ฝุ่นละอองจากมูลสัตว์ หรือปลวก อาการภูมิแพ้ของคุณก็อาจแย่ขึ้น นี่หมายความว่าการออกไปข้างนอกอาจไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้คุณคัดจมูกน้ำมูกไหล แต่เป็นการอยู่ในบ้านต่างหากที่ทำให้อาการของคุณแย่ลง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.kapook.com
(Photo Cr. flickr.com)

8 เรื่องน่ารู้ของน้ำยาระงับกลิ่นกาย

8 เรื่องน่ารู้ของน้ำยาระงับกลิ่นกาย

 

น้ำยาระงับกลิ่นกาย หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อ ดิโอโดแรนต์ (Deodorant) เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย จึงทำให้เราไม่มีกลิ่นตัว อีกทั้งน้ำยาระงับกลิ่นกายทั้งหลายก็มักจะใส่น้ำหอมเข้าไปด้วย ทำให้เรามีกลิ่นตัวหอม ๆ แทนกลิ่นเหงื่อ และกลิ่นไม่พึงประสงค์

แต่เชื่อได้เลยว่าคนที่ใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายอยู่ทุกวันนี้ ก็รู้ข้อมูลพื้นฐานของน้ำยาระงับกลิ่นกายอยู่แค่ไม่กี่อย่าง วันนี้เราก็เลยหอบเอา 8 เรื่องน่ารู้ของน้ำยาระงับกลิ่นกายจาก เว็บไซต์ฮัฟฟิงตันโพสต์ มาฝาก ขวดน้ำยาระงับกลิ่นกายเล็ก ๆ จะมีความลับอะไรซ่อนอยู่บ้าง มาดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

 

1. การระงับกลิ่นกายไม่ใช่เรื่องใหม่

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าน้ำยาระงับกลิ่นกายเป็นวิวัฒนาการของการดับกลิ่นตัวที่เพิ่งถูกค้นพบ แต่นิตยสารนิวยอร์ก ไทม์ ก็ได้ตีพิมพ์ประวัติศาสตร์ของชาวอียิปต์ ที่แสดงให้เห็นว่า ชาวอียิปต์โบราณมีศิลปะในการชำระล้างร่างกาย และเติมความหอมเพิ่มเสน่ห์ให้ตัวเองมาเนิ่นนานแล้ว และมีหลักฐานที่บอกว่า น้ำยาระงับกลิ่นกายยี่ห้อ Mum ซึ่งเป็นน้ำยาระงับกลิ่นกายยี่ห้อแรกของโลกมีจำหน่ายมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1888 เลยทีเดียว และอีก 15 ปีต่อมาก็มีผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อยี่ห้อ Everdry ออกมาจำหน่ายเป็นครั้งแรกของโลกเช่นกัน

 

2. น้ำยาระงับกลิ่นกายช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย

ความจริงแล้วเหงื่อไม่ใช่ตัวการที่ทำให้เกิดกลิ่นกายแต่อย่างใด เพราะเหงื่อเป็นน้ำใส ๆ ที่แทบจะไม่มีกลิ่นเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหงื่อไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นกาย เนื่องจากกลิ่นกายของเราเกิดมาจากการที่เชื้อแบคทีเรียเข้ามาผสมกับเหงื่อนั่นเอง ดังนั้นหากเราใช้น้ำยาระงับกลิ่นกาย ที่มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย กระบวนการที่ทำให้เกิดกลิ่นกายเหล่านี้ก็จะไม่เกิด และสารระงับเหงื่อที่ผสมอยู่ในน้ำยาระงับกลิ่นกายก็จะเข้าไปจัดการกับเม็ดเหงื่อที่ผุดออกมา ร่วมมือร่วมใจกันแบบนี้กลิ่นกายก็เลยหายเกลี้ยงยังไงล่ะ

 

3. สารระงับเหงื่อไม่ได้ช่วยยับยั้งการผลิตเหงื่อของร่างกายแต่อย่างใด

ต่อมเหงื่อผลิตเหงื่อออกมาทุกวัน วันละปริมาณเท่า ๆ กันเสมอ แต่สารระงับเหงื่อที่มีอยู่ในน้ำยาระงับกลิ่นกาย มีหน้าที่แค่ยับยั้งไม่ให้เหงื่อขับออกมาทางผิวหนังเท่านั้น ซึ่งก็จะช่วยให้เรารู้สึกว่าเหงื่อออกมาน้อยกว่าปกติ แต่ทั้งนี้องค์การอาหารและยาก็ออกมาชี้แจงว่า สารเคมีระงับเหงื่อก็ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายปราศจากเหงื่อแต่อย่างใด แค่ทำให้เรามีเหงื่อออกน้อยลงประมาณ20-30% เท่านั้นจ้า

 

4. ร่างกายสามารถต้านทานสารระงับเหงื่อได้

ในขณะที่สารระงับเหงื่อไปยับยั้งไม่ให้เหงื่อขับออกมาทางร่างกาย ระบบภายในร่างกายก็จะต่อต้านสารระงับเหงื่อเหล่านั้น ด้วยการขับเหงื่ออกไปยังต่อมอื่น ๆ แทน ฉะนั้นเพื่อป้องกันร่างกายต่อต้านสารระงับเหงื่อ ผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำให้เปลี่ยนยี่ห้อ หรือสูตรน้ำยาระงับกลิ่นกายทุก ๆ 6 เดือนนะจ๊ะ

 

5. น้ำยาระงับกลิ่นกายไม่แยกเพศหญิง หรือชาย

ร่างกายของเพศหญิงมีต่อมเหงื่อมากกว่าเพศชาย แต่แปลกตรงที่ต่อมเหงื่อในร่างกายเพศชายจะขับเหงื่อออกมามากกว่าต่อมเหงื่อของฝ่ายหญิง และนักวิจัยก็ได้ทำการทดลองแล้วว่า น้ำยาระงับกลิ่นกายของทุกยี่ห้อ มีสารระงับเหงื่อ และเคมีระงับกลิ่นกายในปริมาณเท่า ๆ กัน ซึ่งก็หมายความว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน ก็จะได้ใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายที่มีสรรพคุณไม่ต่างกัน ยกเว้นแค่กลิ่นน้ำหอม และแพคเกจที่ดูไม่เหมือนกันอย่างชัดเจนแค่นั้นเอง

 

6. คุณเป็นคนมีกลิ่นตัวไหม ดูได้จากขี้หู !

จริง ๆ แล้วบางคนก็ไม่ได้มีกลิ่นตัวแรงเท่าไร แต่ติดที่จะใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายเพิ่มความหอมให้ตัวเองเท่านั้น ซึ่งถ้าอยากจะรู้ว่าคุณควรจะใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายหรือเปล่า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สังเกตขี้หูของตัวเอง หากคุณเป็นคนที่มีขี้หูแห้ง เป็นลักษณะแผ่นสีขาว คุณไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายก็ได้ เนื่องจากคุณไม่ค่อยมีกลิ่นตัวเท่าไร แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีขี้หูสีคล้ำ แถมเหนียวและเปียก คุณจำเป็นต้องระงับกลิ่นกายของตัวเองแล้วล่ะ

 

7. คราบเหลือง ๆ ที่ติดอยู่ใต้วงแขนเสื้อมาจากอะลูมิเนียม

เนื่องจากในสารระงับเหงื่อ จะมีอะลูมิเนียมเป็นส่วนผสมอยู่ ซึ่งเจ้าอะลูมิเนียมอาจจะทำปฏิกิริยากับเหงื่อ ผิวหนัง เสื้อ น้ำยาซักผ้าที่ติดอยู่กับเสื้อ หรืออาจจะทำปฏิกิริยากับทุกอย่าง จนเป็นต้นเหตุของคราบเหลือง ๆ ที่ติดอยู่กับใต้วงแขนเสื้อของเรา ฉะนั้นหากคุณไม่ต้องการให้มีคราบสกปรกเหล่านี้ ก็ลองมองหาน้ำยาระงับกลิ่นกายที่ไม่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียมมาใช้แทนนะคะ

 

8. คุณสามารถทำน้ำยาระงับกลิ่นกายใช้เองได้

ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า น้ำมันสกัดจากพืชหลายชนิด และสารสกัดจากธรรมชาติหลายอย่าง มีสรรพคุณระงับกลิ่นกายได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งก็หมายความว่า คุณสามารถทำน้ำยาระงับกลิ่นกายจากสารสกัดธรรมชาติเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง อย่างสารส้มก็สามารถระงับกลิ่นกายได้อยู่หมัดเช่นกัน ดังนั้นหากคุณไม่ได้ติดใจกับกลิ่นหอม ๆ ของน้ำยาระงับกลิ่นกายที่มีขายตามท้องตลาด จะลองใช้สารส้มดับกลิ่นกายดูบ้างก็ได้ ประหยัดเงินไปได้หลายบาทเลยทีเดียวนะ

 

จากที่เคยใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายมานาน โดยที่ไม่รู้ข้อมูลตื้นลึกหนาบางของน้ำยาระงับกลิ่นกายกันเลย วันนี้เราก็ได้รู้จักกับน้ำยาระงับกลิ่นกายกันมากขึ้นแล้วเนอะ และเราก็หวังว่า ข้อมูลนี้น่าจะเป็นประโยชน์ให้คุณใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายได้อย่างคุ้มค่าและครอบคลุมมากขึ้นนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก www.kapook.com

มหัศจรรย์แห่งการเดิน

มหัศจรรย์แห่งการเดิน

 

การดำเนินชีวิตที่ช้าลงด้วยการเดินให้อะไรดี ๆ มากกว่าที่คุณคิด โดยเฉพาะทางด้านสุขภาพ มีผลวิจัยมากมายช่วยยืนยัน ได้ว่าการเดินนั้นเป็นยาขนานเอกสำหรับสุขภาวะในร่างกายที่หลายคนอาจมองข้าม ด้วยเหตุนี้ 24/7 จึงขอเป็นเพื่อนเดินอยู่ข้าง ๆ เพื่อที่จะค่อย ๆ สะกิดให้คุณเห็นว่าการเดินนั้นหนาช่างมหัศจรรย์จริง ๆ

 

เดิน เบิร์น ไขมัน

การเดินนั้นแทบจะเป็นวิธีการออกกำลังกายเดียวที่ถูกสอดแทรกเข้าไปในชีวิตประจำวันโดยที่คุณก็แทบไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าคุณรู้จักการเดินที่ถูกวิธี รับรองว่าหุ่นสวยแน่ ๆ ว่าแต่จะเดินอย่างไรให้เบิร์นไขมันอย่างได้ผล เรามีคำแนะนำมาฝากกัน

  • ใส่ใจกับการวางท่า ทำให้ไหล่และแผ่นหลังอยู่ในภาวะที่สบาย สายตามองตรงไปข้างหน้า ปรับระดับคางให้เชิดในระดับตรง
  • สังเกตอัตราหัวใจ ควบคุมให้อัตราการเดินสัมพันธ์กับการเต้นของหัวใจ พยายามเดินให้กระฉับกระเฉง อัตราการเต้นของหัวใจที่ดีจะช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ถ่วงน้ำหนัก สวมเสื้อกล้ามที่มีน้ำหนักสักนิดหนึ่ง หรือไม่ก็หากระเป๋าเป้มาสะพายหลังระหว่างเดิน จะช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายได้ดีขึ้น แต่ให้หลีกเลี่ยงการถือของหนักด้วยมือ หรือหาอะไรมาถ่วงข้อเท้าขณะเดิน
  • แกว่งแขนเป็นวงสวย ขณะเดินพยายามให้ข้อศอกทำมุม 90 องศา แกว่งวงแขนไปข้างหน้าและข้างหลังโดยให้องศาข้อศอกอยู่ในระดับคงที่
  • เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง ลองเกร็งกล้ามเนื้อท้องบ่อย ๆ ในขณะที่เดินจะช่วยลดพุงได้
  • สะโพกส่ายพองาม เวลาเดินกล้ามเนื้อส่วนสะโพกจะเคลื่อนย้ายไปด้วย เพียงควบคุมส่วนสะโพกให้ส่ายไปตามจังหวะการเดินอย่างพองาม จะช่วยให้กล้ามเนื้อสะโพกเฟิร์มขึ้น
  • เกร็งขาอ่อนส่วนหลัง การสร้างกล้ามเนื้อให้เกิดขึ้นบริเวณขาอ่อนส่วนหลังขณะเดินก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ส่งเสริมให้หุ่นของเราฟิตแอนด์เฟิร์มมากขึ้น โดยเฉพาะเชพส่วนสะโพก
  • ยกเข่าเป็นจังหวะ ขณะเดินให้ยกเข่าเป็นจังหวะ เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่งต้องหยุดพักเข่าบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ
  • สาวก้าวยาว ๆ เดินด้วยเท้าก้าวยาว ๆ เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อทั้งส่วนในละนอกบริเวณข้อเท้า
  • เดินบนพื้นไม่เรียบ หมายความว่าให้คุณออกกำลังกายด้วยการเดินอยู่บนผืนหญ้า ผืนทราย ผืนกรวด พื้นหิน หรือพื้นทางเดินที่ถูกจัดขึ้นไว้ให้เป็นพิเศษสำหรับการเดิน
  • เท้ากับการเดิน เดินโดยให้ส้นเท้าสัมผัสเป็นพื้นเป็นส่วนแรก ก่อนจะปรับเท้าให้โค้งเพื่อส่งน้ำหนักไปที่เท้าส่วนหน้านิ้วเท้าจะช่วยผลักให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างสมดุล

 

เดินดี ๆ มีกำไร

เมื่อนำการเดินมาแจกแจงว่าสามารถช่วยอะไรได้บ้าง เราก็พบว่าประโยชน์ของการเดินนั้นมีมากมายเกินหน้ากระดาษจริง ๆ แต่พอจะสรุปโดยย่อได้ว่า

  • เพิ่มสารเอ็นดอร์ฟินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยลดความตึงเครียด ความโกรธ ความเหนื่อยล้า และความวิตกกังวล
  • ลดอาการเจ็บป่วย
  • เพิ่มกล้ามเนื้อส่วนแขนและไหล่ แถมซิกแพ็คให้ด้วยในผู้ชาย
  • เสริมสร้างกระดูกและกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต
  • อวัยวะส่วนขาแข็งแรงขึ้น
  • บรรเทาอาการต้อหิน
  • ป้องกันการเป็นอัลไซเมอร์ได้มากกว่าคนปกติ

 

รู้หรือไม่

  • ชาวยุโรปในแถวสแกนดิเวีย หรือทางขั้วโลก ใช้วิธีการเดินเพื่อเผาผลาญไขมันเกือบ 50%
  • การเดินเร็วหรือจ็อกกิ้งและการเดินขึ้นลงบันไดช่วยเผาผลาญไขมันได้มากกว่าเมื่อเทียบกับการเดินปกติ
  • เพียงแค่ 30 นาทีต่อวัน ใน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่คุณใช้เวลากับการเดิน ก็สามารถช่วยเพิ่มขีดความสุขและสุขภาพที่ดีได้แล้ว
  • การเดินสามารถป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ได้ถึง 31% ในผู้หญิง

 

Amazing Number

  • 7,192 คือ ค่าเฉลี่ยของจำนวนก้าวในการเดินต่อวันของผู้ชาย
  • 5,210 คือ ค่าเฉลี่ยของจำนวนก้าวในการเดินต่อวันของผู้หญิง
  • 100 คือ แคลอรี่ที่สะสมในร่างกายสามารถถูกเผาผลาญได้ด้วยการเดินเป็นระยะทาง 1 ไมล์
  • 150 คือ ก้าวที่เราเดินเท่ากับ 1 นาทีของการว่ายน้ำและการปั่นจักรยาน
  • 100 ก้าวที่เราเดินเท่ากับ 1 นาทีของการยกน้ำหนัก
  • 200 ก้าวที่เราเดินเท่ากับ 1 นาทีของการไถลโรลเลอร์สเก็ต

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.kapook.com